Natural Resources and Environment Committee’s Weblog


โครงการทัศนศึกษาเยาวชนไทยร่วมใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม(คน ป่า น้ำ)ครั้งที่ 3
พฤษภาคม 6, 2008, 9:18 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

คณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการังและชายหาด และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดโครงการทัศนศึกษาเยาวชนไทยร่วมใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (คน ป่า น้ำ) ครั้งที่ 3” ขึ้น เมื่อที่ 24-27 เมษายน 2551 ณ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนให้กับเยาวชน นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์บทบาทและภารกิจของคณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมหอการค้าไทยให้เป็นที่รู้จักของสาธารณชนอย่างแพร่หลาย


   
   

ชมภาพแบบเต็มๆ ก็คลิกกันที่นี่ได้เลยจ๊ะ
หรือจะร่วมพูดคุยกัน ก็คลิกที่กล่องคอมเม้นท์ข้างล่างนี้นะจ๊ะเยาวชนที่ร่วมโครงการทุกๆคน

 

 



การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
มีนาคม 19, 2008, 8:39 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

โดยพงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ปฐม ชัยพฤกษทล
และเพ็ญลักษณ์ เทศสุวรรณ
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

การเพิ่มขึ้นของประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ผ่านมาของประเทศไทยก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างมาก  หนทางที่จะนำไปสู่อนาคตที่ปลอดภัยและมั่นคงได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล  อนุรักษ์และจัดการใช้ทรัพยากรของโลกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ตลอดจนจัดการและคุ้มครองระบบนิเวศให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

 จากการประชุมโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ในปี 2002 ประชาคมโลกเห็นชอบร่วมกันกับกรอบดำเนินการ 10 ปี ในการปรับกระบวนทัศน์และปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภคไปสู่ความยั่งยืนทั้งในระดับประเทศ ระดับพื้นภาค และระดับสากล  ภายใต้การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการสร้างกลไกส่งเสริม และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้องค์กรต่างๆ มีนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการแจ้งข้อมูลข่าวสารทางด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะได้เลือกบริโภคตามความต้องการ 

ฉลากเขียวและโครงการฉลากเขียว 
ฉลากเขียว เป็นฉลากที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ในส่วนผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายจะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไรเนื่องจากมีการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากขึ้น  ผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ต้องแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือบริการของตน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ประเทศไทยมีโครงการฉลากเขียวซึ่งเป็นโครงการระดับชาติ ในปี 2536

ซึ่งได้ริเริ่มมาจากแนวคิดของคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย และนำมาเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ อนุมัติให้ฉลากแก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพและสิ่งแวดล้อมที่คณะอนุกรรมการเทคนิคได้กำหนดไว้

ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวจำหน่ายในท้องตลาดจำนวน 161 เครื่องหมายการค้า/รุ่น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ 20 กลุ่ม ได้แก่ ตู้เย็น สีทาบ้าน สุขภัณฑ์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เครื่องปรับอากาศ กระดาษบรรจุภัณฑ์ สารซักฟอก ก๊อกน้ำและอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ฉนวนกันความร้อน ฉนวนยาง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ยางพารา เครื่องเรือนเหล็ก เครื่องถ่ายเอกสาร สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถ้วยชาม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว สบู่ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด 

อย่างไรก็ตาม ฉลากเขียวยังไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากประชาชนไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการจัดซื้อกับการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม   ดังนั้นการส่งเสริมให้องค์กรขนาดใหญ่ ได้แก่ ภาครัฐ และภาคเอกชน  มีการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะสร้างอุปสงค์สีเขียว (Green Demand) และตลาดสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย 

การดำเนินการด้านการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ    
จากการที่ภาครัฐเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของประเทศ ประเทศไทยมีงบประมาณที่ใช้ในการบริหารประเทศแต่ละปีประมาณ 1 ล้านล้านบาท ร้อยละ 70 เป็นค่าใช้จ่ายคงที่สำหรับงบประมาณในการบริหารประเทศ เช่น เงินเดือน และส่วนหนึ่งเป็นงบที่ใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง ประมาณ 2 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5 (ข้อมูลของกรมบัญชีกลาง, 2547) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) (ไม่รวมโครงการเงินกู้และสัมปทานของรัฐทั้งหมด)

ดังนั้นการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐ จึงเป็นมาตรการเชิงรุกของภาครัฐ เพื่อต้องการให้เกิดตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green market) โดยการเพิ่มอุปสงค์ (Demand-side) ในประเทศ การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นจากการที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอให้ภาครัฐมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ผ่านคณะกรรมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเดือนกันยายน 2547 และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในเดือนพฤศจิกายน 2547 และได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยให้สนับสนุนสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในการวิจัยเพื่อพัฒนากลไกการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ โดยเริ่มโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2547 ถึงกันยายน 2548 

จากนั้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้นำนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวบรรจุอยู่ในแผนบริหารราชการแผ่นดินยุทธศาสตร์ที่ 4 นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้รัฐเป็นผู้นำในการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในช่วงปี 2548 ถึง 2551 และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผน  ในปี 2550 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 กำหนดให้มียุทธศาสตร์การสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐเป็นผู้นำในการบริโภค ตลอดจนปรับปรุงกฎ ระเบียบ วิธีการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้สามารถรองรับสินค้าดังกล่าว รวมทั้งกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน กลไกการตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก  พัฒนาและจัดทำฐานข้อมูลสินค้าฉลากเขียว/สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  กำหนดและให้รางวัลกับหน่วยงานที่เป็นองค์กรสีเขียวของภาครัฐตลอดจนส่งเสริมการจัดซื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในองค์กรเอกชนผ่านห่วงโซ่อุปทานสีเขียวหรือการจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านคู่ค้าทางธุรกิจ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายผู้บริโภคเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือในการพิทักษ์สิทธิและเฝ้าระวัง โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก เรื่อง การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกลไกการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมนำร่องการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2548 โดยมีผลบังคับใช้ภายในกรมควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ (พ.ศ. 2551-2554) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 และนำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อขยายผลให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ดำเนินการ ตามเป้าหมายดังนี้ 

1.ให้หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่าดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและ บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 50 75 และ 100 ตามลำดับ

2. ให้หน่วยงานดังกล่าวกำหนดเป้าหมายปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการแต่ละประเภทที่ได้กำหนดเกณฑ์ข้อกำหนดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้แล้วในแต่ละปีงบประมาณ ดังนี้ ปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 คิดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 30 40 และ 60 ของสินค้าและบริการแต่ละประเภทที่ได้กำหนดเกณฑ์ข้อกำหนดตามลำดับ 3. ให้ทุกหน่วยงานราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในรอบ 6 เดือน ของปีงบประมาณไปยังกรมควบคุมมลพิษ และให้กรมควบคุมมลพิษ จัดทำรายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐรายปี และนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแผนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐ และ (ร่าง) แผนการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ปี พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2554 

การดำเนินการด้านการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาคเอกชน 
สำหรับสถานการณ์การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับองค์กรของภาคเอกชน พบว่า มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ร้อยละ 90 ของภาคการผลิตยังคงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และยังไม่มีการดำเนินมาตรการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบอย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กรด้วย อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดใหญ่ได้นำประเด็นทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมมาใช้ในข้อตกลงระหว่างคู่ค้าหรือห่วงโซ่อุปทาน (Greening the Supply Chains) เช่น ระเบียบข้อบังคับ WEEE และ RoHS ของกลุ่มสหภาพยุโรป ตลอดจนนำนโยบายในการจัดซื้อหรือกำหนดคุณลักษณะของวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในภาพรวม 



ปัญหาสิ่งแวดล้อมพื้นที่มาบตาพุด
มกราคม 7, 2008, 6:47 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

sman_author.jpg

พื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง และ ท่าเรือ 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  นิคมอุตสาหกรรมผาแดง  นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย  นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก  นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเรียกโดยรวมว่า มาบตาพุดคอมเพล็กซ์นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นนิคมอุตสาหกรรมแรกในพื้นที่นี้ จัดตั้งขึ้นตามนโยบายรัฐบาลเพื่อพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เพื่อเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ที่จะผลิตสินค้าอุปโภคต่าง ๆ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจะเปิดกิจการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขที่แนบท้ายกับ EIA

1. การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้1.1 การจัดการด้านอากาศ  : กำกับดูแลให้โรงงานในนิคมฯ ปฏิบัติตามมาตรการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

                   -    คุณภาพอากาศในบรรยากาศ  (Ambient) :          
โรงงานจะทำการตรวจวัดและรายงานผลปีละ 2 ครั้ง  ระดับนิคมฯจะตรวจวัดและรายงานผลปีละ
2 ครั้ง โดยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ 4 สถานี รอบนิคมฯ ส่งข้อมูลมายังสำนักงานนิคมฯ และเป็นสถานีของกรมควบคุมมลพิษอีก 2 สถานี และบริษัท บีแอลซีพี พาวเวอร์ จำกัด อีก 4 สถานี รวมเป็นทั้งหมด 10 สถานี  ที่ผ่านมาพบว่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นกรณีที่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติหรืออุบัติเหตุ ซึ่งกรณีที่มีค่าเกินมาตรฐานโรงงานจะต้องตรวจสอบค่าการระบายจากปล่องเพื่อหาแหล่งก่อเกิดและเข้าทำการตรวจสอบแก้ไขโดยทันที
     -   คุณภาพอากาศจากปล่องระบายอากาศ (Stack Emission) :      
โรงงานทำการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง (CEMS: Continuous Emission Monitoring Systems) ที่ปล่องระบายตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 30 โรงงาน ซึ่งข้อมูลจะ online มายังศูนย์รับข้อมูลของสำนักงานนิคมฯ (อยู่ระหว่างพัฒนาระบบ) และโรงงานต้องติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (stack sampling)  อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

     -   สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs: Volatile Organic Compound)        
สารอินทรีย์ระเหยง่ายคือ สารประกอบทางเคมีที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักประกอบกับสารไฮโดรเจน ออกซิเจนและสารประกอบอื่นๆ ในกลุ่มอะโรเมติก อะลิฟาติก เป็นต้น มีคุณสมบัติระเหยกลายเป็นไอง่าย บางประเภทมีผลต่อร่างกายหากได้รับปริมาณมากหรือสะสมเป็นเวลานาน กนอ. ได้มีการติดตามตรวจวัดสาร
VOCs ในบรรยากาศ ตั้งแต่ปี 2541 โดยเปรียบเทียบค่ามาตรฐานในต่างประเทศ เนื่องจากขณะนั้นจะยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานใช้อ้างอิงในประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับ JICA ทำการ ศึกษามาตรฐาน VOCs ในประเทศไทย โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ประกาศกำหนดค่ามาตรฐานสารอินทรีย์ระเหยในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี จำนวน 9 ชนิด เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2550 และจะมีการพิจารณากำหนดมาตรฐานควบคุมการรั่วซึมหรือแพร่กระจายของ VOCs ของโรงงานอุตสาหกรรมเคมี โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และโรงแยกก๊าซต่อไปกนอ. ได้ร่วมกับโรงงานจัดทำแผน/ผลการดำเนินงานปรับลดสาร VOCs ทั้งในระดับโรงงานและระดับนิคมฯการดำเนินงานในระดับโรงงานจะแบ่งเป็น 3 ระดับคือ-        ระยะสั้น     โรงงานทำ self audit และแผนการปรับปรุงแก้ไขจุดที่มีโอกาสรั่วซึมของสาร VOCs-        ระยะกลาง  จัดทำ Inventory เพื่อทราบข้อมูลชนิด ปริมาณ และแหล่งกำเนิดสาร VOCs โดยหารือทำความชัดเจนในส่วนคู่มือ/หลักเกณฑ์การดำเนินงานกับกรมควบคุมมลพิษ ทำ benchmarking กับโรงงานที่อยู่ในระดับมาตรฐานโลก พัฒนาความพร้อมและศักยภาพห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สาร VOCs  ในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาปัญหาสุขภาพเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะชุมชน-        ระยะยาว    โรงงานจะทำการควบคุมที่แหล่งกำเนิด โดยใช้หลักการ preventive maintenance การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานระดับนิคมฯ-        กนอ. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากำหนดแนวทาง/มาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสารอินทรีย์ระเหยในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด เมือวันที่ 28 มิถุนายน 2549 เพื่อเป็นกลไกในการประสานความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

-        ผุ้ประกอบการจัดทำ self Audit และแผนการปรับปรุงแก้ไขจุดที่มีโอกาสเกิดการระเหย/รั่วไหลของสาร VOCs แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2549

-        กนอ. มีการประสานงานเพื่อทำความชัดเจนในเรื่องแนวทางการดำเนินงานและวิธีการตรวจวัด VOCs ในอากาศ โดยมีการประชุมหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด

-        ดำเนินการตรวจวัดสาร VOCs ภายในโรงงาน และบรรยากาศตั้งแต่เดือนมกราคม 2550

-        จัดทำแผน Inspection กรณีผลการตรวจวัด VOCs ไม่ลดลง

-        กนอ. มีการประเมินผล และสรุปผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงาน

-        ทุกโรงงานจาก 38 กลุ่มบริษัททำการปรับปรุงแก้ไขจุดที่สามารถดำเนินการได้ทันที

-        ทำการตรวจวัดที่แหล่งกำเนิดในรูป Total VOCs สำหรับโรงงานที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือ

-        ประเมินความสอดคล้องของ Total VOCs เทียบกับค่า Emission control criteria ของกรมควบคุมมลพิษ หรือ US.EPA.

-        โรงงานที่ตรวจวัดแล้วพบว่ามีค่าต่ำกว่า Emission control criteria ของกรมควบคุมมลพิษ หรือ US.EPA. แล้วยังคงให้ความร่วมมือในการปรับลดค่าให้ต่ำลงอีก

-        ในบางจุดสามารถลดค่าความเข้มข้นของสาร VOCs ที่ระบายออกจนมีค่าเท่ากับศูนย์กนอ. ได้จัดจ้างมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทยทำการศึกษาโครงการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการสาร ประกอบอินทรีย์ระเหยในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง และจัดจ้างบริษัทเอกชนที่มีความพร้อมเข้าตรวจ วัดสาร VOCs ในบรรยากาศ 19 จุด วิเคราะห์แยกสารจำนวน 20 พารามิเตอร์ ปีละ 3 ครั้ง นอกจากนี้ กนอ. ยังร่วมกับผู้ประกอบการเตรียมจัดจ้างหน่วยงานที่มีความเป็นกลางมาตรวจวัดซ้ำ เพื่อให้ผลการตรวจวัดมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ      1.2         การจัดการด้านคุณภาพน้ำทิ้ง             
การบำบัด
                           

-    โรงงานขนาดใหญ่ กำหนดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบสมบูรณ์ของตนเอง น้ำทิ้งที่ผ่านระบบบำบัดและปล่อยออกนอกโรงงานจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยราชการกำหนด                           

-    โรงงานขนาดย่อมในพื้นที่จำนวน 6 โรงงาน จะมีระบบบำบัดขั้นต้น (Pre-treatment) บำบัดน้ำให้เป็นตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางของ กนอ. เพื่อบำบัดให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยราชการกำหนด     

การติดตามตรวจสอบ   
-    คุณภาพน้ำทิ้งในคลองระบายน้ำทิ้ง และในลำรางในพื้นที่นิคมฯมาบตาพุด
ดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงิ่อนไขรายงาน EIA  ทำการเก็บตัวอย่างวิเคราะห์โดย Third Party ปีละ 3 ครั้ง  และปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทิ้งนิคมฯมาบตาพุด โดยตรวจวัดเพิ่มเติมในพื้นที่ 7 จุดและ คุณภาพน้ำชายฝั่ง 3 จุด 2 เดือนต่อครั้ง และเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งในพื้นที่ทุกเดือน

-          คุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดส่วนกลาง             
เก็บตัวอย่างและวิเคราะห์โดยบริษัทที่ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียของ กนอ.  และ
Third party ตามเงื่อนไข EIA และตามเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจเดือนละ 2 ครั้ง      

1.3   การจัดการด้านของเสีย             
กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต การนำกากอุตสาหกรรมออกนอกโรงาน โดยกรมโรงงานจะนำข้อมูลเข้าระบบอิเล็กทรอนิคส์และมอบรหัสผ่านให้ กนอ.และเจ้าหน้าที่สำนักงานนิคมฯ ใช้ในการกำกับดูแลโรงงาน
      ในภาพรวม กนอ.สรุปรายงานเกี่ยวกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมนิคมฯมาบตาพุด ได้แก่ ราย งานคุณภาพอากาศจากสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ และรายงานคุณภาพน้ำตามแผนเฝ้าระวัง รายงานต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดระยองเป็นประจำทุกเดือน และ กนอ.จะเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้มากขึ้น2. การดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุด      
กนอ.ได้วางรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างสมบูรณ์แบบและเป็นระบบ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบการปล่อยมลพิษของโรงงานในนิคมฯมาบตาพุดพบว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะมีการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไข
EIA มาโดยตลอด ซึ่งโรงงานในนิคมฯมาบ-ตาพุดส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 14000-14001

ดังนั้นจึงเน้นการกำกับดูแลในเรื่องกระบวนการผลิตที่ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดเพราะจะต้องผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานโลกจากความร่วมมือของภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการ นำไปสู่การแก้ไขในมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

1. การดำเนินงานตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 ประกอบด้วย                        1.1           จัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาความสัมพันธ์ด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนกับปริมาณสารมลพิษทางอากาศ จ.ระยอง โดยมี ศ.ปริญญา  นุตาลัย เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ

1.2     จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและกำหนดการพัฒนาในพื้นที่มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ (ปัจจุบันรัฐมนตรีว่า การกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานคณะอนุกรรมการ)

1.3     การจัดหาอุปกรณ์ ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาระดับสูง (RADAR/RASS) โดย กนอ. เป็นผู้จัดหาในวงเงิน 20 ล้านบาท เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและการคำนวณศักยภาพ การรองรับมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.  จากการประชุมหารือระหว่าง กนอ. ปลัดกระทรวงพลังงานและผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550  ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกรายในการจัดทำแผนปฏิบัติการลดมลพิษทั้งระบบและดำเนินการลดการปล่อยมลพิษให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัดระยอง และคณะกรรมการ กนอ. มีมติอนุมัติงบประมาณ 20 ล้านบาท เป็นเงินประเดิมกองทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน และเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมสนับสนุนกองทุนดังกล่าว โดยหน่วยงานท้องถิ่นจะร่วมกับผู้แทนชุมชนเป็นผู้บริหารกองทุน

3.  การพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และคณะผู้แทนชุมชน 25 ชุมชน เพื่อให้มีการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของลูกหลานในชุมชนโดยรอบ  การประสานงานในเรื่องปัจจัยพื้นฐานกับหน่วยงานต่าง ๆ และการจัดตั้งกองทุน 25 ชุมชน

4.  การตรวจเยี่ยมพื้นที่อุตสาหกรรมของนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายปิยะบุตร  ชลวิจารณ์ และคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ

5.  การจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่ จังหวัดระยอง ร่วมกันระหว่างผู้แทนหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ ชุมชน 25 แห่ง และเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกปัจจุบันผู้ประกอบการได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษระยะต่าง ๆ ประกอบด้วยการจัดการปัญหาสารอินทรีย์ระเหย (VOCs)  การปรับลดการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  การปรับลดปริมาณขยะ/กากของเสีย และปริมาณน้ำทิ้งอุตสาหกรรมที่ระบายออกจากโรงงาน และรายงานผลการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทุกสัปดาห์ รายงานสรุปผลการดำเนินงานแต่ละสัปดาห์
สามารถดูได้ที่
www.ieat.go.th



ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (The Environmental Management System – EMS)
มกราคม 7, 2008, 3:20 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

authordej.jpg

ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือ “The Environmental Management” (EMS) เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ขณะที่ประเทศชั้นนำ เช่น อเมริกา ยุโรป และ ญี่ปุ่น กำลังพัฒนาระบบ EMS นี้เพื่อความเป็นต่อ ในยุทธศาสตร์การแข่งขันระดับประเทศเลยทีเดียว หากประเทศไทยยังละเลยไม่ได้พัฒนาตนเองให้เข้าใจ เพื่อจะได้รองรับระบบ EMS นี้ ก็จะกลายเป็นอุปสรรค ในการส่งออก และถือเป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่กำแพงภาษี  (Non-Tariff Barrier) จะทำให้เสียโอกาส ขาดดุลการค้า และ ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ จึงน่าจะหันมาสนใจและศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังในกลุ่ม โรงงานอุตสาหกรรม บริษัท ห้าง ร้าน SME และ แม้แต่องค์กร สมาคม เล็กๆ ทั่วไป ก็สมควรศึกษาเพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไป ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) นี้


ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
(EMS) คืออะไร

ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม  (EMS) คือ กระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ทั้งระบบการผลิต การจัดส่ง การจำหน่าย และ การจัดการกับซากเศษเหลือทิ้ง โดย จะต้องทำการตรวจหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Measurement) ที่เกิดขึ้นจริงกับ กระบวนการผลิต ซึ่งแต่เดิมนั้น โรงงานผู้ผลิต จะเน้นเฉพาะแค่ ราคา และมาตรฐานด้านคุณภาพของสินค้า เท่านั้น แต่ในปัจจุบันนอกจากจะคำนึงถึงคุณภาพของตัวสินค้าแล้ว ยังจะต้องรวมไปถึง มาตรฐานด้านสุขภาพพลานามัย ความปลอดภัย และ สภาพแวดล้อม ที่การผลิตจะมีผลโดยตรงทั้งก่อนหรือหลังการผลิต โดยจะดูรวมไปถึง การทำงาน ทั้งระบบ ในหน่วยงาน และจะต้องสามารถทำการเชื่อมโยง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือ เทียบมูลค่าเป็นจำนวนเงิน ที่จะเรียกว่า “บัญชีต้นทุนสิ่งแวดล้อม” (Environmental Management Account - EMA) ที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล  คำนวณ  และทำรายงาน       ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ (Economical) สังคม (Social) และ ระบบนิเวศน์ (Ecological) ทั้ง 3 ส่วนเข้ามาพิจารณาในการคิดต้นทุน สินค้าและบริการ ทั้งกระบวนการ เครื่องมือ (Management Tools) ที่ใช้สำหรับ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) มีดังนี้

 1. ECO-Design (การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)
เป็นการวางมาตรฐานการผลิตใหม่ โดยจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ตอนเริ่มต้นการออกแบบ ซึ่งผู้ผลิตต้องศึกษาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ นั้นๆว่า จะใช้วัสดุอะไรที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม วัสดุที่นำมาใช้ ต้องใช้พลังงานเท่าไรในการให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบนั้น ปริมาณ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกมา เท่าไร การขนส่ง ใช้พลังงาน เท่าไร และ เมื่อนำมาใช้ผลิต สินค้านั้น ขณะใช้งานมีขนาดพลังงานที่ใช้เท่าไร และสามารถลดการใช้พลังงานได้หรือไม่ มีระบบพัก เมื่อไม่ใช้งาน ที่เรียกว่า Stand by Mode หรือไม่ และหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์นั้นแล้วตอนสิ้นสุดอายุการใช้งาน สินค้านั้นสามารถเอาไปรีไซเคิลได้ทั้งหมดหรือไม่ จึงควรออกแบบมาเพื่อการรีไซเคิล โดยคำนึงถึงการถอดแยกชิ้นส่วน ได้ง่าย และวัสดุไม่เจือปนสารอื่นๆ เพราะจะทำให้แยกสาร โลหะ ยาก ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย การออกแบบเช่นนี้นิยมเรียกว่า Design for Environment (DfE)  นั่นก็หมายถึง  ต้องออกแบบวางแผนกันตั้งแต่เริ่มต้นกันเลยทีเดียว การออกแบบเชิงนิเวศน์ (ECO Design) นี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศชั้นนำเช่น ญี่ปุ่น ยุโรป และ อเมริกา และได้บรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอนแล้วให้ถือเป็นแนววิชาการใหม่ เพราะจะต้องคำนึงถึงทั้งด้านวัสดุศาสตร์ การแปรสภาพ เคมี ฟิสิกซ์ เฉพาะทางในแต่ละวัสดุ และการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการไปดูงานที่โรงงานรีไซเคิล เพื่อดูวิธี การถอดคัดแยก และ การนำกลับมารีไซเคิล ทำอย่างไร มีความยาก ง่ายเพียงใด แล้วจึงจะสามารถนำมากำหนดเป็นนโยบายได้ต่อไป
 Life Cycle Assessment (LCA) การประเมินวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่มีผลกับสิ่งแวดล้อม
เป็น การเก็บข้อมูลของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งจากการใช้พลังงาน การแพร่กระจายมลพิษ โดยรวบรวมจากทั้งกระบวนการของผลิตภัณฑ์ หรือบริการ นั้นๆ บางแห่งจะเรียกว่า การประเมินวัฎจักรชีวิต ของผลิตภัณฑ์ หรือถ้าจะเรียกให้เข้าใจได้ง่ายเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ “บัญชีบาป” เพราะการปล่อยของเสียในแต่ละขั้นตอนถือเป็นบาปทั้งสิ้น ทั้งนี้จะรวมในทุกกระบวนการ ทุกกิจกรรม จะแยกย่อยลงลึกไปถึงอะไหล่ หรือ วัตถุดิบย่อยที่นำมาใช้การการผลิตด้วย ซึ่งจะดูทั้ง
4 ส่วนคือ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และ การจัดการกับซากที่เหลือใช้แล้ว เรียกได้ว่าทั้งกระบวนการของชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เกิดจนไปถึงจุดสิ้นสุด โดยข้อมูลของแต่ละขั้นตอนจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล ผู้ผลิตอะไหล่ ชิ้นส่วนวัตถุดิบ รวมถึงผู้ที่อยู่ในวงจรโซ่ห่วงอุปสงค์ (Supply Chain) ทั้งหมดจะต้องนำเสนอข้อมูล LCA ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นี้ เพื่อนำมาเข้าสูตรการคำนวณ โดยทั่วไปจะมีซอฟแวร์ ที่ช่วยในการคำนวณ เพื่อหาค่าต่างๆ ออกมาอย่างเป็นระบบ ในเรื่อง LCA นี้ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ที่เริ่มมีการศึกษากันอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยแล้ว และเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยก็จะสามารถทำฐานข้อมูลระดับชาติได้สำเร็จ ดั่งเช่น ประเทศชั้นนำ อย่าง ญี่ปุ่น ซึ่งก็เพิ่งทำ ฐานข้อมูลระดับประเทศสำเร็จไปได้ไม่นานมานี้ และต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะจากผู้ผลิตด้วยกันเอง  

Green Procurement หรือ Green Purchasing Network (GPN) การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งจะเป็นการปรับระบบการจัดซื้อ จัดจ้างใหม่ จะต้องคำนึงถึงผู้จำหน่ายที่จะมานำเสนอ ผลิตภัณฑ์ อะไหล่ ชิ้นส่วน หรือ วัตถุดิบ ฯลฯ ว่าได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่ง จะต้องรวมไปถึงวัสดุที่นำมาใช้ผลิต การขนส่ง การใช้งาน และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้  โดยดูทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับวงจรโซ่ห่วงอุปสงค์
(Supply Chain) ทั้งกระบวนการ เพราะผลิตภัณฑ์จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้หาก อะไหล่ชิ้นส่วนอื่นๆที่นำมาประกอบไม่ได้รับการควบคุมหรือ ไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเลย หรืออย่างน้อยก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด การจัดการเศษของเหลือจากการผลิตและการใช้งาน โดยยึดหลักการ 3R คือ Reduce, Reuse, Recycle
เป็นกระบวนการจัดการกับเศษ ซากที่เหลือจากการใช้ผลิต หรือ ใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยนำเอาเศษ ซาก มา ซ่อมแซม  หรือ ปรับสภาพ และนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) หรือนำมาถอมแยกชิ้นส่วนออก เป็นวัตถุดิบชนิดต่างๆ เช่น กระดาษ พลาสติก เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง น็อต สกรู โลหะผสม ต่างๆ เป็นต้น และนำเอาชิ้นส่วน วัตถุดิบที่ได้มาจากการถอดแยกนี้ ไปส่งให้โรงงานปรับสภาพ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อีก เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอีกครั้งการนำเอากระบวนการ 3R มาใช้นี้ จะต้องมีระบบจัดเก็บรวบรวม ซึ่งอาจเป็นของภาครัฐ ทั้งส่วนกลาง หรือ ส่วนท้องถิ่น หรืออาจเป็นจุดรับคืน ของภาคเอกชน เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือตัวแทนจำหน่ายก็ได้ โดยค่าใช้จ่ายในการขนส่งไม่มากเกินไปจนทำให้การทำรีไซเคิลไม่คุ้มค่า โรงงานจะคัดแยกชิ้นส่วนอย่างถูกหลักวิธี และรู้จักสารพิษ ต่างๆ หรือ กรรมวิธีในการถอดคัดแยก (ซึ่งโรงงานที่จะทำการคัดแยกนี้จะต้องได้รับใบอนุญาติจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ประเภท 105/106) และส่งต่อไปให้โรงงานที่จะปรับสภาพ บำบัด กำจัด ต่อไป ทั้งนี้ปัญหาหลักของการรีไซเคิลในไทยนั้น ก็คือ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่มีความรู้มากพอเรื่องสารพิษ และไปรับซื้อจากตามบ้านเรือน ที่เรานิยมเรียกว่า “ซาเล้ง” ซึ่งจะนำมาให้ร้าน ซื้อ-ขายของเก่า ทำการคัดแยก ซึ่งกระทำไม่ถูกวิธี และอาจเป็นอันตรายได้ ทำให้เศษ ซาก ไม่มีปริมาณมากเพียงพอ และไม่คุ้มค่าในการวางอุปกรณ์เครื่องจักร สำหรับโรงงานที่ถูกต้องตรงตามหลักวิชาการ ทำให้ไม่คุ้มค่าการลงทุน
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการทิ้ง การขนส่ง การผ่านกระบวนการรีไซเคิ้ล จะต้องให้ผู้ใช้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหรือไม่ ในอเมริกา ผู้ใช้จะต้องจ่าย ค่ากำจัด ที่เรียกว่า “e-waste fee” เมื่อสั่งซื้อสินค้านั้นๆ และทางร้านค้าเมื่อจัดเก็บแล้วก็จะส่งไปให้ภาครัฐ เพื่อจัดการส่งไปตาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อบริหารจัดการ ช่วยเหลือ ภาคเอกชน โรงงานที่ได้รับอนุญาติ ดำเนินการ ต่อไป ในประเทศญี่ปุ่น มีกฏหมาย ที่เรียกว่า Home Appliance Recycling Law – HARL ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อให้ผู้ใช้จะต้องจ่ายค่าทิ้ง เมื่อซื้อสินค้าใหม่ทุกครั้ง และผู้จำน่ายจะเอาไปส่งคืนให้โรงงานรีไซเคิลในเครือข่ายของตนเองเพื่อทำการถอดแยกชิ้นส่วนต่อไป การดำเนินการจัดการตามกระบวนการ 3R นี้เป็นเรื่องที่ดีหากมีกฏหมาย และ มีระบบการออกแบบมาเพื่อรีไซเคิล คือ สามารถถอดชิ้นส่วนออกได้ง่าย และวัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recyclable) ไม่ใช่เป็นวัตถุดิบเจือปนสารอื่นๆมากมายจนไม่อาจนำกลับมาใช้ได้อีก และจะต้องไปผ่านกระบวนการซับซ้อนกว่าจะได้วัตถุดิบที่บริสุทธิ์ กลับมาอีก การลดปริมาณ (Reduce) ซึ่งเป็นอีกหลักการหนึ่งของ 3R เป็นการลดปริมาณ ลดขนาดของผลิตภัณฑ์ ในการออกแบบการผลิต ผู้ออกแบบจะทำการศึกษาจากสินค้ารุ่นเดิมที่ มีอยุ่ในตลาด และมาทำการออกแบบสินค้ารุ่นใหม่ให้มีขนาดเล็กลง ลดจำนวนน็อต สกรู หรือ กาว เพื่อให้การถอด คัดแยกได้ง่าย เมื่อนำมารีไซเคิลแล้ว ดังนั้นกระบวนการ 3R จึงเป็นกระบวนการที่เหมาะสำหรับ การสร้างวงจร ของผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน แต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ การออกกฏหมายเพื่อ จัดเก็บ ค่าจัดการ จิตสำนึกของการคัดแยกขยะ เพื่อให้ระบบ 3R ดำเนินไปได้อย่างสำเร็จ 

ระบบจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) สำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องอย่างไร
จากที่กล่าวมาข้างต้น ยังอาจมองไม่ออกว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมนี้ จะมาเกี่ยวข้องกับ บริษัท โรงงานผลิต หรือหน่วยงานของเราอย่างไร ให้มาดูที่ บริษัทประกันภัยเป็นตัวอย่างแรก บริษัทประกันภัยไม่ได้ปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก และไม่ได้ทำให้เกิดมลพิษเลย แต่ ขณะที่ประกันภัยเอาเบี้ยประกันไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งจะมีโรงงานอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ อาจมีผลกระทบจากภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น บริษัทประกันภัยจึงจะต้องเตรียมการรับมือ และจะต้องศึกษา ระบบจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเทียบความเสี่ยงเป็นตัวเงิน เพื่อทราบถึง ความเป็นมา เป็นไป ของความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งอาจทำให้บริษัทประกันภัย สามารถ ออกบริการตัวใหม่ เพื่อให้บริการ สำหรับลูกค้า ที่มีความเสี่ยงต่อ สิ่งแวดล้อมได้           อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัท น้ำอัดลมรายใหญ่ อย่าง บริษัท COKE ได้ทำการศึกษาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ซึ่งขั้นตอนการผลิตมีการใช้น้ำ (Water Consumption) ใช้ไฟฟ้า (Electricity) ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรฐาน ISO อยู่แล้ว ก็ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไรกับสิ่งแวดล้อม แต่ปรากฏว่า เมื่อทำการศึกษา ระบบ EMS พบว่า บริษัท COKE มีการใช้พลังงานอย่างมหาศาลที่จุด Point of Sales (POS) นั่นคือการใช้ตู้แช่ที่กระจายไปตามที่ต่างๆ ทำให้ต้นทุนของบริษัท COKE สูงกว่าที่เป็นจริง ทั้งที่กระบวนการผลิต และส่วนอื่นที่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ได้ถูกนำมาคิดคำนวณต้นทุนไปแล้วก็ตาม แต่ว่ายังมีต้นทุนที่แอบแฝงอยู่ เช่นการกระจายตู้แช่ไปยังที่ต่างๆ ที่ห่างไกล ซึ่งเป็นตู้ที่มีปริมาณกินไฟสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดื่มน้ำอัดลม COKE นี้จะต้องดื่มขณะที่เย็นๆ จะทำให้ชื่นใจดังนั้นเพื่อเป็นการลดต้นทุน บริษัท COKE จึงจำเป็นต้องดำเนินการปรับ ออกแบบ ตู้แช่ใหม่ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อประหยัดกำลังไฟ หรือ ออกแบบขวดบรรจุ ให้มีขนาดเล็กกระทัดรัด เพื่อให้สามารถใส่ในตู้ที่มีขนาดเล็กได้ยังมีอีกหลายโรงงาน ที่ตอบคำถามว่า เศษ ซาก ขยะ ที่เหลือจากการผลิต เมื่อนำไปทิ้งมีค่าเท่าไหร่ โรงงานเหล่านั้นมักตอบว่า เท่ากับค่าจ้างกำจัดขยะ นั่นเอง ซึ่งเป็นคำตอบตามหลักการบัญชีเดิม นั่นคือการว่าจ้าง บริษัท ที่รับบำบัด กำจัดมาดำเนินการ แต่อันที่จริงแล้ว มูลค่าที่แม้จริงนอกจากจะมีค่าบำบัดกำจัดที่ว่าแล้ว เศษ ซากเหลือทั้งเหล่านี้ยังมีทรัพยากรที่มีค่าอยู่อีกมาก ที่สามารถนำมาแปลงสภาพเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการรีไซเคิล (Waste / Material Flow) หรืออาจนำกลับมาแปลงเป็นพลังงานทดแทน เพื่อประหยัดพลังงานในการผลิตชิ้นต่อไปได้ นั่นคือมูลค่าที่ซ่อนอยู่ (Visible Cost) ซึ่งบางบริษัท ที่ไม่ได้คำนึงถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมนี้มองไม่เห็น นอกจากนี้หากเศษซากนี้ บางส่วนเป็นสารมีพิษ ก็อาจทำให้ชุมชน หรือภาคประชาชนมีการต่อต้านขึ้นมา ทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น  ดังนั้น  การทำระบบการจัดการที่ดีกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน