Natural Resources and Environment Committee’s Weblog


รายงานการเข้าร่วมการประชุมหารือในระดับโลก และ ร่วมแสดงความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ
ธันวาคม 3, 2008, 3:26 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

รายงานการเข้าร่วมการประชุมหารือในระดับโลก และ ร่วมแสดงความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ – อุตสาหกรรม จัดโดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ฝ่ายเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และ เทคโนโลยี) ร่วมกับ หอการค้านานาชาติ

apec                                   

 

Topic: Business & Industry Global Dialogue 2008 UNEP Annual Consultative Meeting organized by UNEP Division of Technology, Industry, & Economics – DTIE

 

เรื่อง: การแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับอุตสาหกรรม โดย ใช้หลักแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิต (Climate Change and Industry – A dialogue on Sectoral Approach) และ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production)

 

ห้องประชุมใหญ่ ของ หอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce: ICC) ณ. กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่าง วันที่ 23-24 ตุลาคม 2551 โดย หอการค้าไทย ได้ส่งผู้แทนจากคณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (ดร. เดช เฉิดสุวรรณรักษ์) เข้าร่วมประชุม ตามคำเชิญของ Dr. Cornelis Theunis Van der Lugt

 

  

 

รูปแบบการประชุม

การประชุมจัดให้มีขึ้นเป็นเวลา 2 วัน แบ่งออกเป็น วันแรกหารือเรื่องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับอุตสาหกรรมใช้หลักแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซโดยยึดจากภาคการผลิต (Climate Change and Industry – A dialogue on Sectoral Approach) และ วันที่สองหารือเรื่อง การคำนึงถึงใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภค และ การผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production) โดย รูปแบบการประชุมใช้วิธี เชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน (ทั้งขนาดเล็ก-ใหญ่) ภาคผู้ผลิต-อุตสาหกรรม หอการค้า กลุ่ม NGO และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders) ฯลฯ จากนานาประเทศ ขึ้นมาแสดงความคิดเห็น อภิปราย-ตอบคำถาม และบรรยายสรุป ในรูปแบบ การใช้คณะผู้อภิปราย ครั้งละ 4-5 คน (Panel Discussion) ในแต่ละหัวข้อและประเด็นตำถามที่ตั้งขึ้นมาโดย ผู้นำการอภิปราย (Moderator) ในแต่ละหัวข้อนั้นๆ มีผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประมาณ 200 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก ภาคส่วนต่างๆ จากนานาประเทศที่ได้รับเชิญมากว่า 90 ประเทศ ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้รับเชิญให้เป็นผู้หนึ่งในคณะผู้อภิปราย (Panelist) ในวันที่สอง ภายใต้หัวข้อ การคำนึงถึงใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภค และ การผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production)” และผู้แทนของหอการค้ายังได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อแสดงความคิดเห็นในประเด็นปัญหา ที่คณะผู้จัดการประชุมตั้งคำถามขึ้นเพื่อรับทราบความเห็นจากผู้เข้าร่วมในครั้งนี้ (Break-out Group Discussion) ทั้งสองวัน

ซึ่งในการนี้ ผู้แทนของหอการค้าไทย ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมตัว และ ความพร้อมของประเทศไทยกับการมีส่วนร่วมในการลดก๊าซตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองจัดอยู่ในกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex 1) ใน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC : United Nation Framework on Climate Change) ซึ่งไม่มีพันธกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามระยะที่กำหนด แต่ก็จะมีพันธกิจในการดำเนินการต่างๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทย ได้เลือกใช้ทางเลือกที่เรียกว่า กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanisms : CDM)” และ กลไกการซื้อ-ขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading : ET)” เป็นกลไกเพื่อความยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต (Flexibility Mechanisms) เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศภาคีสมาชิกในการแก้ไขปัญหานี้ โดยได้จัดตั้งหน่วยงานหลักขึ้นมาดูแลหลายหน่วยงาน อาธิ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก : อบก (Thailand Greenhouse Gas Management Organization : TGO a public organization)”  http://www.tgo.or.th/ ซึ่งถือเป็นองค์การมหาชน และ นอกจากนี้ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้สนับสนุนให้มี โครงการพัฒนาความรู้ และ ยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อม (MEAs: Multilaterals Environmental Agreement Intelligence Unit) http://www.measwatch.org/  เพื่อการศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และนำผลการ ศึกษาไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและด้านการค้าของไทยเพื่อติดตามสถานการณ์ ความเคลื่อนไหวและวิเคราะห์แนวโน้มของการกำหนดกฎกติกา มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การเจรจาในเวทีระหว่างประเทศด้านการค้าและด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเวทีการสังเคราะห์ความรู้ และการกำหนดจุดยืน นโยบายของไทยในการเจรจาด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจ ความตื่นตัวแก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปในประเด็นด้านกฎระเบียบด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆของโครงการ MEAs Intelligence Unit นี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานด้านวิชาการ อาธิ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ  (MTEC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์โลหะและวัสดุจากหน่วยงานสถาบันการศึกษาหลายหน่วย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ฯลฯ เป็นต้น ทำการศึกษาและเริ่มต้นจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการประเมินวัฐจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ของวัตถุดิบ แร่ธาติ ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการผลิต ซึ่งถือได้ว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการพัฒนาองค์ความรู้ การเร่งพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity Building) การนำเสนอโครงการ และพร้อมให้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ผู้แทนหอการค้าไทย ยังได้นำเสนอแนวทาง และ รูปแบบการพัฒนาประเทศ ด้วย หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้กับหลักแนวคิดปฏิบัติการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) เสนอต่อที่ประชุมในวันที่สองอีกด้วย โดยได้แสดงให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นถึงการปรับใช้หลักปรัชญานี้ และ พระปรีชาสามารถของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึง SME ที่มีการพัฒนาการที่ไม่สอดคล้องกับ บริษัทขนาดใหญ่ หรือ ภาคอุตสาหกรรม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติ (Multi-National Corporation: MNC) ซึ่งระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และ การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพนั้นมีอยู่อย่างเป็นระบบเพราะได้ถูกนำมาปรับใช้จากบริษัทแม่ ผิดไปจากบริษัทขนาดกลางและเล็กที่ส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างผลิต หรือ ผลิตชิ้นส่วนเพื่อส่งต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้สามารถช่วยเหลือ SME เหล่านี้ จึงจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งเป็นกลุ่ม หรือ สมาคมในอุตสาหกรรมนั้นๆ และ ให้หมู่สมาชิกช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่ที่จะต้องช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก ในขณะเดียวกัน หน่วยงานวิชาการ หรือ แม้แต่หอการค้าไทยเอง ก็สามารถมีส่วนร่วมในการจัดอบรมสัมมนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ SME เหล่านี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย

ในส่วนของการแบ่งกลุ่มย่อยนั้น ผู้แทนหอการค้าไทย ได้เข้าไปร่วมกับกลุ่มประเด็นปัญหาของภาคธุรกิจบริการ (Service Industry) กับแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิต (Sectoral Approach) ซึ่งจะหาคำตอบถึงความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และมีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ อย่างไร และในวันที่สองได้เข้าไปร่วมกับกลุ่มภาคการผลิต ในการตอบสนอง นโยบาย และ ประเด็นปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพของภาคการผลิตว่าได้ดำเนินการอย่างไร และ มีแนวทางอย่างไร โดยทั้งสองวันที่เข้าร่วมกลุ่มเพื่อค้นหาประเด็นสำคัญ นั้น นับว่ามีแนวคิดที่เป็นประโยชน์โดยทั้งหมดจะถูกนำมาเสนอแนะในที่ประชุมใหญ่ในวันสุดท้าย เพื่อสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง

เนื้อหาการบรรยาย และอภิปรายตอบคำถาม (Panel Discussion)

 

 

apec2 

ในส่วนของการบรรยาย ในช่วงวันที่ 24 ตุลาคม 2551 (วันที่สองของการประชุม) ทาง หอการค้าไทย ได้รับเกียรติ ให้ขึ้นไปเป็นผู้อภิปรายตอบคำถาม (Panel Discussion) ในหัวข้อ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภค และ การผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production)” ซึ่งเน้นความสนใจไปที่วิธีการดำรงชีวิต การผลิตและบริโภคของคนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการบั่นทอนและทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่างๆลดลงไปอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นปัญหาใหญ่และอาจกลายเป็นวิกฤติของโลกได้ ปัญหาที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติจะหมดไป (Exhausted Natural Resources), ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย, ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), ปัญหามลภาวะ (Pollutions), การสูญเสียความหลายหลายทางชีวภาพ ฯลฯ เป็นต้น ดังที่มีคำกล่าวว่า หากเรายังคงไว้ซึ่งการบริโภคหรือการผลิตดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเราจำเป็นต้องมีโลกที่สอง (two planets) ภายในปี ค.ศ.2050 เพราะทรัพยากรธรรมชาติจะหมดสิ้นไป ดังตัวอย่างอีกประการหนึ่งก็คือหากในโลกนี้ไม่มีคนอยู่เลยเราจะพบว่า โลกจะสามารถสร้างทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาเองใหม่ได้ และจะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ภายใน 200 ปี หากไม่มีคนที่จะมาทำลาย จึงนับว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องหันมาสนใจแก้ไขตั้งแต่บัดนี้ไป นอกจากนี้ความกังวลของสหประชาชาติสำหรับความไม่เท่าเทียมกันของประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยในการผลิตและบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ เพราะประเทศที่ยากจนหรือด้อยพัฒนามักจะถูกประเทศร่ำรวย หรือ ประเทศมหาอำนาจเอาเปรียบ ด้วยการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งในที่ประชุมจะให้ความสนใจวิธีการปรับเปลี่ยนบริบทของแต่ละภาคส่วนในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย หอการค้าไทย ได้มีโอกาสรับเชิญให้มาบรรยายสรุปภาพรวมของประเทศในส่วนของการผลิตและบริโภค โดยผู้แทนได้บรรยายเน้นไปที่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเนื้อหาที่บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ดังนี้

 

It is my great honor to be invited on the panelist this morning. After hearing many experts yesterday and today, I am considering myself amateur in this field. I wanted to share some of Thailand’s current status and hopefully the information will be a bit useful to you. First, let me briefly introduce Thai Chamber of Commerce “TCC” in short. It is established in 1933 (75 years) by group of Business & Professional to be intermediary between private & governmental sectors. It is aiming to promote Trade – industry and agriculture, and to solve business operational problems as well as protecting benefits of the country. The natural Resource & environmental committee, where I’m belonging, was newly formed to enhance role of TCC’s contribution to the environmental protection. At the moment we have about 20,000 members all over the country.

Thailand has been a major agricultural oriented exporting for years. But for industrial sectors – most of them are multi – national – corporation (MNC). Therefore the resources utilization policies were adapted from their HQ. Therefore, most of problems are from SME’s and local villagers who lack of financial support and technical know-how, with less opportunity. It is regretfully to see un-balanced view of resources utilization here. Thailand King foresees this problem and suggested his philosophy “Sufficient Economy”. This philosophy becomes Thailand’s National Social & Economic Development Master Plan.

 “Sufficient Economy” is a philosophy serves as Guide for the way of living for people of all levels toward the so called “Middle Path” to ensure Balance and Readiness to cope with fast / extensive change (Society, environment material and culture). Sufficiency entails 3 components: Moderation, Reasonableness and Requirement for self- immunity System. All of these must be under Honesty, Integrity, and Knowledge (or wisdom). Thailand is lucky to have our King and with his suggestion on sufficient economy philosophy.

 We, therefore, analyze our strengths – that we have great natural resources.  We not only have forest but also very nice seaside and islands. We have great potential and great sense of hospitality for tourism, foods and local villager intellectual such as herbs and handicraft products.

The weaknesses, on the other hand, are the intergovernmental corporation, weak educational system, and embarrassingly corruptions.

The Threats facing Thailand are rules & regulations imposed by EU and USA such as WEEE, ROHS, REACH EUP, food safety…..etc. We consider them to be non-tariff barrier (NTB).

A new Paradigm shift to cope up with these weaknesses & threats is called “PERSON”. “P” stands for “Polluters Pay Principle” – which is the financial tools such as fee collections and/or environment tax (Thailand is now underway for them).”E” stands for “Education” – we need to upgrade our technical and capacity building (Knowledge). We need to create awareness, and include “Green behaviors” in the school curriculum. “R” is the regulation – new Law need to be set. Also “R” should be “3R” initiative. “S” is “Sufficient Economy” which I have already explained. “O” is “good governance” and “Organizing the Organization”. Thailand has reorganized the government offices to concentrate on Resource and Environment. We have new “Ministry of Natural Resources and Environment” separated from Ministry of Science & Technologies”. We have formed many offices to deal with environmental issues such as Pollution Control Department, Department of Industrial Works and etc. Recently, we have Department of Primary Industries and Mines in order to systematically managing, organizing, and developing mineral deposits and primary industries by using clean technology for sustainable development of the industries. They also started “ECO-Town” project for “zero waste” target. Last but not Least N stand for Networking Intergovernmental corporations need to be improved, clustering among related industries. So, the new Paradigm “PERSON” will be our next step.

 

เนื้อความแปลเป็นภาษาไทยคือ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญขึ้นมาบรรยายในเช้าวันนี้ หลังจากที่ได้รับฟังนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมาร่วมบรรยาย ตั้งแต่เมื่อวานและวันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ได้เป็นผู้ชำนาญการ หรือ ต้องถือว่าเป็นมือสมัครเล่นในสาขานี้ ข้าพเจ้าประสงค์จะเล่าถึงสถานะและจุดยืนของประเทศไทยในปัจจุบันโดยสรุปในวันนี้ ให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบข้อมูลโดยสังเขป ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อย

ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอแนะนำ หอการค้าไทย หรือ ที่เรียกอย่างย่อว่า TCC ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1933 (หรือเป็นเวลากว่า 75 ปี แล้ว) โดยกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจ ผู้ที่ประสบความสำเร็จ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ส่งเสริม และ สนับสนุนกิจการ รวมทั้งแก้ไขปัญหาทั้งธุรกิจ อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของหอการค้าไทย ที่ข้าพเจ้าเป็นคณะกรรมการอยู่นั้น เพิ่งเริ่มจัดตั้งขึ้นมาได้ไม่นานเพื่อสนับสนุน เสริมบทบาทในส่วนที่เป็นกิจการและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่หอการค้าไทย ปัจจุบัน หอการค้าไทยมีสมาชิกราว 2 หมื่นทั่วประเทศ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกด้านเกษตรกรรมเป็นหลักมานานหลายปีแล้ว แต่ส่วนที่เป็นภาคอุตสาหกรรมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีนโยบายด้านการใช้ทรัพยากร และระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีมาจากสำนักงานใหญ่แล้ว ปัญหาหลักส่วนใหญ่จะมาจากบริษัทขนาดเล็กและกลางที่เป็นของคนไทยเองและผลิตภัณฑ์ชาวบ้าน ที่ยังไม่มีระบบที่ดีในการจัดการ ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยี ยังขาดความรู้ และขาดแหล่งเงินทุนในการพัฒนา บริษัทเหล่านี้ด้อยโอกาสกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจน และ เป็นที่น่าเสียดายว่าการใช้ทรัพยากรของทั้งสองส่วนนี้ไม่เท่าเทียมกันทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างเด่นชัดมาก

พระมหากษัตริย์ของไทยได้ทรงพระปรีชาสามารถ และทรงรับทราบถึงปัญหานี้ และได้ทรงพระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยหลักปรัชญานี้ได้กลายเป็น แนวนโยบายหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของประชาชนชาวไทยทุกคน ทุกระดับชั้น โดยยึดหลัก ทางสายกลาง เพื่อให้มีความสมดุลย์เทาเทียมกันและมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคม สิ่งแวดล้อม วัตถุ และวัฒนธรรม ปรัชญานี้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม-จริยธรรมและเสริมสร้างองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ซึ่งนับได้ว่าประเทศไทยและคนไทยทุกคนโชคดีที่มีประมหากษัตริย์ที่ทรงประปรีชาสามารถและทรงห่วงใยประชาชน และโชคดีที่ได้มีหลักปรัชญานี้ไว้เป็นหลักในการดำรงชีวิต เพื่อความอยู่ดีมีสุขและสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้นเมื่อมาวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของประเทศแล้ว จะเห็นได้ว่าประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรพัยากรธรรมชาติ ไม่เพียงแต่การมีป่าเขาลำเนาไพรที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังมีทะเล และเกาะแก่งที่สวยงาม รวมทั้งประชาชนคนไทยเองก็มีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ประเทศมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว และด้านบริการอาหาร รวมถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน ศิลปหัตถกรรม และยาสมุนไพรไทยซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทย แต่ในขณะเดียวกันจุดอ่อนของไทยคือ ระบบการศึกษา ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ ประชากรยังด้อยโอกาสในการศึกษา ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีจุดอ่อนในด้านการประสานงานระหว่างหน่วยงานของภาครัฐ ระหว่างกระทรวงต่างๆ ซึ่งงานยังทับซ้อน และ มีภารกิจที่แตกต่างกันแต่ทำงานในเรื่องเดียวกันหลายกระทรวง ทั้งนี้ยังมีจุดอ่อนที่น่าละอายเป้นอย่างยิ่งก็คือ การคอร์รัปชั่น ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรุปธรรมเท่าที่ควร

ในส่วนของอุปสรรคนั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหากฎระเบียบข้อบังคับที่ออกมาบังคับใช้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ถือเป็นลูกค้าส่งออกรายใหญ่ของไทย กฎระเบียบเช่น WEEE, ROHS, REACH, EUP หรือ ระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่ภาษี

ประเทศไทยจึงต้องปรับกระบวนทรรศน์และ ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อที่จะลดจุดอ่อน อุปสรรค ในขณะที่เสริมสร้างจุดแข็งและใช้โอกาสอย่างเหมาะสม ที่เรียกว่า ”PERSON” โดยตัวอักษร “P” คือ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งจะเป็นกลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการทั้งในรูปแบบของการจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียมเพื่อดำเนินการ (ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการในเรื่องนี้) ตัวอักษร “E” คือการศึกษาซี่งประเทศไทยจะต้องเร่งปรับปรุงด้านความรู้โดยเฉพาะทางเทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถ รวมถึงการบรรจุเป็นหลักสูตรในโรงเรียนเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า พฤติกรรมสีเขียว และสร้างความตระหนักในหน้าที่ที่ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดี ตัวอักษร “R” คือ การปรับแก้กฏหมายและร่างกฎหมายใหม่มาบังคับใช้ นอกจากนี้ “R” ยังจะหมายถึงหลัก 3R ที่จะต้องลดการใช้ การใช้ซ้ำ และ รีไซเคิ้ล ซึ่งเป็นหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตัวอักษร “S” คือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้กล่าวถึงตั้งแต่ตอนต้นแล้ว ตัวอักษร “O” หมายถึง หลักธรรมาภิบาล ในการดำเนินการ และ ยังหมายถึง การปรับองค์การใหม่ให้เหมาะสม ภาครัฐของไทยได้ปรับปรุงหน่วยงาน องค์การใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนในด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แยกตัวออกมาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังได้จัดตั้ง กรม กอง ใหม่เข้ามาดูแลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และล่าสุด กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ เพื่อจัดการด้านเหมืองแร่ที่นำมาใช้ในการผลิตอย่างเป็นระบบโดยใช้หลักการเทคโนโลยีที่สะอาด สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม และยังมีโครงการจัดทำเมือง “ECO-Town” ที่จะสามารถกำจัดขยะให้เป็นศูนย์ คือสามารถนำขยะกลับมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมดโดยไม่มีเศษเหลือทิ้งเลย อีกด้วย ท้ายที่สุดก็คือ ตัวอักษร “N” หมายถึง การร่วมมือเป็นเครือข่ายความร่วมมือ การเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจเข้าด้วยกันในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะกลายเป็นกระบวนทรรศน์ “PERSON” ที่ประเทศไทยกำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนไปในอนาคต

 

สาระสำคัญของการประชุมในครั้งนี้

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Environmental Programme: UNEP) ได้ดำเนินการในเรื่องการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาเรื่องโลกร้อนมากว่า 20 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2531) โดยได้ร่วมกับ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) และได้มีการพิจารณาหารือและมีการจัดทำ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ในปี 2533 และได้มีการประชุม EARTH SUMMIT ที่กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล และอนุสัญญามีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 มีนาคม 2537 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือการรักษาระดับความเข้มของปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับปลอดภัย เพื่อให้ธรรมชาติสามารถปรับตัวได้ และเพื่อประกันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีประเทศภาคีสมาชิกทั้งหมด 190 ประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องรับผิดชอบในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามหลักความรับผิดชอบร่วมที่แตกต่างกัน (Common but Differential Responsibilities) ซึ่งจะอยู่ในกลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 1 (Annex 1) หรือหมายถึงประเทศอุตสาหกรรมกลุ่ม OECD (Organization for Economic Corporation and Development) กับประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน (Economies in Transition: EIT) และกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex 1) หรือหมายถึงประเทศกำลังพัฒนา (รวมทั้งประเทศจีน อินเดีย และบราซิลด้วย)

ต่อมาที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาฯ (Conferences of the Parties to UNFCCC: COP) ซึ่งถือเป็นองค์กรสูงสุดของอนุสัญญาฯ ได้มีการประชุมครั้งสำคัญอีกครั้งที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม 2540 และได้มีมติรับรอง พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในวันที่ 16 มีนาคม 2541 และเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นมา ข้อตกลงหลักในพิธีสารเกียวโตคือ ประเทศที่มีภาระในการที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น จะต้องเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซออกมามากโดยรวมกันทุกประเทศแล้วไม่ต่ำกว่า 55% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดทั่วโลก (ซึ่งถือเป็นรายใหญ่) และตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด (ระหว่างปี 2551-2555) ซึ่งปริมาณการลดการปล่อยก๊าซจะแตกต่างกันไปจากลักษณะภูมิประเทศ สภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ ความสามารถของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่าง ที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 1 ไม่ได้ลงนามในพิธีสารเกียวโตนี้ ทั้งนี้จากการเจรจาในเวทีโลกและการลงนามความร่วมมือในพิธีสารเกียวโตนั้น แต่ละประเทศได้พยายามที่จะหาวิถีที่จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยอาศัยกลไกต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากกลไกทางด้านการตลาดและเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังมีกลไกที่ใช้เทคโนโลยี ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับปลอดภัยได้ดีกว่ากลไกด้านอื่นด้วย

ต่อมาได้มีการจัดประชุมประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลก (Conferences of the Parties to UNFCCC: COP) ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ ครั้งที่ 13 (COP13) และภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 3 (COP/MOP3) ในช่วงระหว่างวันที่ 3-15 ธันวาคม 2550 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย นับว่าเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างมาก สาระสำคัญประการหนึ่งของการประชุมที่บาหลี คือ “Bali Roadmap” ซึ่งเป็นกรอบการเจรจาสำหรับการจัดทำพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกหลังจากปี 2555 (ค.ศ.2012) หลังจากที่พันธกรณีตามพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Bali Roadmap การเจรจาเรื่องดังกล่าวจะต้องเสร็จสิ้นภายในปี 2552 (ค.ศ. 2009) ก่อนจะมีการประชุม COP 15 และ COP/MOP 5 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในการเจรจาให้บรรลุผลตาม Bali Roadmap กลไกการเจรจาที่สำคัญแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นใหม่ซึ่งมีชื่อว่า Ad-Hoc Working Group on Long-term Cooperative Action Under the Convention (AWG-LCA) และกลุ่มที่สองเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจที่ทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้วมีชื่อว่า Ad Hoc Working Group On Further Commitments For Annex I Parties Under The Kyoto Protocol (เรียกกันย่อๆ ว่า กลุ่ม AWG-KP) ทั้งนี้ในการประชุมที่บาหลีมีประเด็นหลักก็คือ เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกโดยข้อเสนอของประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแนวคิดและความพยายามที่จะรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนเท่านั้น แม้ว่าทุกฝ่ายจะป่าวประกาศว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาวิกฤติของโลกที่ต้องร่วมมือกันและเป็นภารกิจร่วมของมนุษยชาติก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในพิธีสารเกียวโตมีพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับ ประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น ไม่ได้มีข้อบังคับให้ ประเทศกำลังพัฒนาต้องลดก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี เนื่องจากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีประเทศจีน อินเดีย ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาในนามกลุ่ม “G77 + จีนจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจรจาเพื่อกำหนดพันธกรณีหลังปี 2555 (ค.ศ. 2012) โดยมีจุดยืนหลักไม่ต้องการให้มีการกำหนดพันธกรณีการลดก๊าซสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่มีนัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกาเป็นภาคีสมาชิกของ UNFCCC แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของพิธีสารเกียวโต เมื่อปัญหาโลกร้อนรุนแรงขึ้น เห็นปัญหาชัดเจนขึ้น ประชาคมโลกได้พยายามกดดันให้สหรัฐฯ เข้าร่วมเป็นภาคีของพิธีสารเกียวโต แต่สหรัฐอเมริกา ในยุคของประธานาธิบดีบุชปฏิเสธมาโดยตลอดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ในการเจรจาภายใต้ Bali Roadmap สหรัฐได้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระบวนการเจรจาของคณะ AWG-LCA ด้วย ในฐานะประเทศภาคีสมาชิกของ UNFCC ดังนั้นสาระสำคัญของการประชุมเพื่อกำหนดกรอบ Bali Roadmap โดยมีแนวทางหลักคือ แนวทางการปรับตัวสำหรับประเทศกำลังพัฒนา (Adaptation) โดยอาศัยกองทุนที่เรียกว่า Adaptation Funds ซึ่งได้มาจากโครงการ CDM (Clean Development Mechanism) และแนวทางการลดก๊าซ (Mitigation) ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซ (emission) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาควรดำเนินการเพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซที่เพิ่มขึ้น (emission growth) ในกลุ่ม AWG (Ad-Hog Working Group) มีประเด็นการอภิปรายหลักคือ แนวทาง (means) ที่จะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซโดยมีประเด็นย่อยแตกเป็น 4 หัวข้อ คือ

§          เรื่องกลไกยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต (CDM-Clean Development Mechanism, JI-Joint Implementation, ET-Emission Trading)

§          เรื่องการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ (LULUCF-Land use; land use change and forestry)

§          เรื่องแหล่งก๊าซเรือนกระจก

§          เรื่องการลดก๊าซโดยยึดภาคการผลิต (SA-Sectoral Approach)

จุดสนใจของการประชุมหารือในระดับโลก และ ร่วมแสดงความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ – อุตสาหกรรม ของ UNEP (United Nation Environmental Programme) ร่วมกับ ICC (International Chamber of Commerce) โดยได้เชิญกลุ่มธุรกิจเอกชน กลุ่มอุตสาหกรรม ภาครัฐ NGO ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับการใช้ หลักแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิต (Climate Change and Industry – A dialogue on Sectoral Approach) ซึ่งเน้นจุดสนใจไปที่การแก้ปัญหาที่ภาคการผลิตในกลุ่มใหญ่ๆ ที่เป็นผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ

-           กลุ่มธุรกิจพลังงาน (Energy) เช่นโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน เอทานอล ฯลฯ

-           กลุ่มธุรกิจขนส่ง (Transportation) ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

-           กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ (Heavy Industry) เช่นโรงงานซีเมนต์ โรงงานเหล็ก อลูมิเนียม ฯลฯ

-           กลุ่มธุรกิจ อื่นๆ เช่น ภาคบริการ ธุรกิจก่อสร้าง

ในการแบ่งการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยยึดหลักการแก้ไขจากกลุ่มภาคการผลิต (Sectoral Approach) นั้นหลายฝ่ายมองว่า ยังมีความซับซ้อนอยู่หลายประการ เนื่องจากการจัดแบ่งภาคส่วน (Sector) นั้นยังมีลักษณะทับซ้อน หรือไม่อาจแบ่งออกได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ นโยบายการจัดการของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มาจากประเทศภาคีสมาชิกที่อยู่ในภาคผนวก 1 กับกลุ่มที่ไม่อยู่ในภาคผนวก 1 นั้นแตกต่างกัน จึงทำให้การจัดกลุ่มในลักษณะนี้ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจเรียกปัญหาแบบนี้ว่า “One-size-fit-all” คือไม่สามารถนำลักษณะการแก้ไข การคิดคำนวณการลงทุน หรือการเปรียบเทียบวัดผล (Benchmark) มาใช้ในลักษณะเดียวกันได้ในทุกกรณี แม้จะเป็นลักษณะธุรกิจเดียวกันก็ตามในประเด็นนี้จึงมีการเสนอแนวคิดการดำเนินการโดยความสมัครใจ (Voluntary) มากกว่าการบังคับใช้ตามกฎระเบียบ เพราะในบางภาคส่วนอาจได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า ซึ่งยังเป็นประเด็นที่จะต้องหาข้อยุติต่อไป

.ในขณะเดียวกันการยึดหลักการแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบ่งกลุ่ม หรือ แบ่งภาคการผลิต (Sectoral Approach) นั้นก็มีข้อดี คือ การได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ และ ตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จ การดำเนินการที่ดี (Best Practice) จากประเทศในภาคผนวกที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นในด้านการตลาด หรือ ด้านนโยบายในการประหยัดพลังงาน และอื่นๆ ฯลฯ และ เนื่องจากประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ที่ยังไม่พร้อมในด้านการปรับนโยบาย การพัฒนาความรู้ความสามารถ ในการรับมือในระดับประเทศ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ด้วยการ เริ่มจากภาคส่วนการผลิตที่มีความพร้อมไปก่อน ซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือไปส่วนๆไปได้ง่ายและสะดวกกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการตั้งเป้าหมาย การวัดค่าการลดก๊าซเรือนกระจกจะทำได้ง่ายกว่ามาก

โดยสรุปก็คือการยึดหลักภาคการผลิต (Sectoral Approach) มีข้อดีและเป็นวิธีการแก้ไขที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีจุดที่เป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ต้องดำเนินการโดย ความสมัครใจของภาคการผลิตทั่วประเทศ โดยเลือกเอาเฉพาะที่เป็นภาคการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากที่สุดก่อน ซึ่งจะต้องเป็นความร่วมมือกัน วางยุทธศาสตร์ร่วมกัน และเป้าหมายร่วมกันระหว่างอุตสหากรรมเดียวกัน ต้องให้ความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งภาครัฐจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและช่วยเหลือทั้งด้านนโยบายที่เอื้อประโยชน์ ด้านข้อมูลวิชาการ ด้านเทคโนโลยี และด้านการเงินอย่างเต็มที่ จึงจะทำให้วิธีการนี้ประสบผลสำเร็จ

ในเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) ด้วยกระบวนการ “Marrakech Process” สำหรับการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption & Production – SCP) ที่นำมาหารือในที่ประชุมในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายภาคส่วน เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม และเป็นการเตรียมการประชุมใหญ่ของสหประชาชาติเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับปี 2553-2554 (Sustainable Development) ที่จะมีขึ้น ที่กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล (Rio+20)

กระบวนการ “Marrakech” เป็นกระบวนการของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายภาคส่วนจากนานาประเทศ เพื่อนำเสนอแนวทาง การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production: SCP)  และ เพื่อเป็นการจัดทำกรอบการดำเนินการและแผนในระยะ 10 ปีข้างหน้า (10-Year Framework of Programmes: 10YFP) และจะต้องได้รับความร่วมมือและผลักดันอย่างจริงจังจาก รัฐบาล หน่วยงานพัฒนา ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งกระบวนการนี้ได้พัฒนาขึ้นจากหลายกลไก เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ และ การนำไปสู่การปฏิบัติของแต่ละโครงการ เพื่อริเริ่มสร้างสรรค์และยุทธศาสตร์สำหรับการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน จากการประชุมผู้ชำนาญการ (Experts) และจัดกลุ่มคณะทำงาน (Working Group) ขึ้นในแต่ละโครงการเฉพาะ ซึ่งจะต้องครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต (Production) โดยผู้ผลิตผลิตสินค้าปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค (Consumer) ก็ศึกษาวิธีการบริโภคที่ประหยัดและคุ้มค่า รู้วิธีการจัดการมลพิษ (Pollution Management) การจัดการซากเหลือใช้ (Waste Management) การเสริมสร้างความรู้ (Education) ของคนในสังคมให้ตระหนักถึงวิกฤตด้านการใช้ทรัพยากรที่กำลังจะหมดไปจากการถูกทำลายนอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษอีกด้วย ฉนั้นจึงต้องการให้ภาคประชาชนปรับรูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle Change) ให้ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและรู้จักวิธีจัดการกับขยะ เพื่อให้สามารถเรียกได้ว่าเป็นเข้าไปสู่ สังคมสีเขียว (Toward Green Society) หรือสังคมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon Society) เช่นแผนการรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 Kick the habit) ที่หลายประเทศเริ่มโครงการนี้ ซึ่งรวมถึง กรุงเทพมหานคร (กทม) ด้วย นอกจากนี้ต้องการให้ภาครัฐเร่งพัฒนาขีดความสามารถในภาคการผลิต และเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของประเทศที่ด้อยพัฒนาจะไม่ต้องถูกรุกรานทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นที่ปล่อยมลพิษของประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้

ที่ประชุมในครั้งนี้จึงเน้นไปที่ การปรับรูปแบบและระบบการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ (Logistic) การปรับนโยบายและยุทธศาสตร์การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) การปรับยุทธศาสตร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับปรุงการจัดการซากเหลือทิ้งและขยะเพื่อนำไปสู่การรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ (Reuse & recycle) การออกแบบหีบห่อใหม่ (Packaging Redesign) การสนับสนุนการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ดีของภาคธุรกิจ (Corporate Social Responsibility: CSR) ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความเห็นว่า กรณีแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Products) ควรมีการจัดทำมาตรฐานการออกแบใหม่เน้นด้านนวัตกรรมใหม่เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน การใช้กลไกและเครื่องมือเพื่อการออกแบบเชิงนิเวศน์ (Eco-Design) การศึกษาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ (Environmental Management System: EMS) และศึกษาต้นทุนแฝงที่จะสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบใหม่ หรือ สามารถนำมาปรับลดต้นทุนเหล่านั้นได้ ที่ได้มีการพูดถึงกันมาก แต่ไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการด้วยความสมัครใจ (Voluntary) จากภาคการผลิตถือเป็นตัวนำหลักในการแก้ปัญหาร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้สามารถบรรลุผลไปสู่เป้าหมายคือ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency: RE) และ การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption & Production: SCP) ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องบทบาทการของการดำเนินการ ของ คณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission on Sustainable Development: CSD) ที่แต่ละประเทศจัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development – UNCED) ซึ่งถือเป็นองค์กรกลางในระดับการเมือง (Central Political Forum) ทำหน้าที่รายงานโดยตรงต่อสมัชชาสหประชาชาติ โดยผ่านคณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council หรือ ECOSOC) ในที่ประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development: WSSD) ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission on Sustainable Development: CSD) รับผิดชอบเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้กรอบการดำเนินงานของสหประชาชาติ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเวทีในการพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวกับการบูรณาการ 3 เสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้แก่ การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการติดตามการดำเนินงานตามผลการประชุม แผนการดำเนินงานของ CSD นี้มีสาระครอบคลุมหัวข้อหลัก (แผน 10 ปี) ดังนี้

 

o               รอบที่ 1 (.. 2547-2548) น้ำ สุขาภิบาล และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

o               รอบที่ 2 (..2549-2550) พลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ/บรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

o               รอบที่ 3 (..2551-2552) การเกษตรกรรม การพัฒนาชนบท ที่ดิน การแปรสภาพเป็นทะเลทราย และความแห้งแล้ง

o               รอบที่ 4 (.. 2553-2554) การคมนาคม เคมี การจัดการของเสีย เหมืองแร่ และกรอบ 10 ปีสำหรับการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

o               รอบที่ 5 (..2555-2556) ป่ า ไ ม้ ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ท า ง ชี ว ภ า พ เทคโนโลยีชีวภาพ การท่องเที่ยว และภูเขา/ที่สูง

o               รอบที่ 6 (..2557-2558) มหาสมุทรและทะเล ทรัพยากรทางทะเลและการจัดการเตือนภัยทางธรรมชาติ

o               รอบที่ 7 (..2559-2560) การประเมินภาพรวมของการอนุวัตตาม Agenda 21 และ JPOI และ The programme for Further Implementation of Agenda 21

 

เป้าหมายที่สำคัญของ CSD อีกส่วนหนึ่งที่จะต้องให้ความสนใจก็คือ เพื่อหาโอกาสทางการตลาดกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Market Opportunity for Sustainable Products) เพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถ จัดตั้งศูนย์เพื่อให้ความรู้ Cleaner Production Centers (CPCs) การกำหนดนโยบายวัฐจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรมาก (Resource Intensive Products) นโยบายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้ความช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลาง-ย่อม (SME) และเน้นที่การสร้างเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจในรูปแบบต่างๆ เช่น รางวัลในด้านการแข่งขันนวัตกรรม การได้รับประโยชน์ทางภาษี หรือ การเข้าร่วมเครือข่ายวิสาหกิจและเข้าร่วมประโยชน์กับวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการได้รับประโยชน์ร่วม

ทั้งนี้โดยสรุปของการประชุมกลุ่ม ได้ให้ข้อเสนอแนะโดยเน้นที่จะต้องดำเนินการโดยมีภารกิจหลักในการสร้างความตระหนักและการเสริมสร้างขีดความสามารถ รวมทั้งความช่วยเลือแก่ประเทศกำลังพัฒนา และความเท่าเทียมกันโดยไม่เอาเปรียบ หรือรุกรานทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศที่ด้อยพัฒนาอีกด้วย

 



โครงการทัศนศึกษาเยาวชนไทยร่วมใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม(คน ป่า น้ำ)ครั้งที่ 3
พฤษภาคม 6, 2008, 9:18 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

คณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการังและชายหาด และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดโครงการทัศนศึกษาเยาวชนไทยร่วมใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (คน ป่า น้ำ) ครั้งที่ 3” ขึ้น เมื่อที่ 24-27 เมษายน 2551 ณ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนให้กับเยาวชน นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์บทบาทและภารกิจของคณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมหอการค้าไทยให้เป็นที่รู้จักของสาธารณชนอย่างแพร่หลาย


   
   

ชมภาพแบบเต็มๆ ก็คลิกกันที่นี่ได้เลยจ๊ะ
หรือจะร่วมพูดคุยกัน ก็คลิกที่กล่องคอมเม้นท์ข้างล่างนี้นะจ๊ะเยาวชนที่ร่วมโครงการทุกๆคน

 

 



การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
มีนาคม 19, 2008, 8:39 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

โดยพงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ปฐม ชัยพฤกษทล
และเพ็ญลักษณ์ เทศสุวรรณ
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

การเพิ่มขึ้นของประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ผ่านมาของประเทศไทยก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างมาก  หนทางที่จะนำไปสู่อนาคตที่ปลอดภัยและมั่นคงได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล  อนุรักษ์และจัดการใช้ทรัพยากรของโลกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ตลอดจนจัดการและคุ้มครองระบบนิเวศให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

 จากการประชุมโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ในปี 2002 ประชาคมโลกเห็นชอบร่วมกันกับกรอบดำเนินการ 10 ปี ในการปรับกระบวนทัศน์และปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภคไปสู่ความยั่งยืนทั้งในระดับประเทศ ระดับพื้นภาค และระดับสากล  ภายใต้การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการสร้างกลไกส่งเสริม และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้องค์กรต่างๆ มีนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการแจ้งข้อมูลข่าวสารทางด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะได้เลือกบริโภคตามความต้องการ 

ฉลากเขียวและโครงการฉลากเขียว 
ฉลากเขียว เป็นฉลากที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ในส่วนผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายจะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไรเนื่องจากมีการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากขึ้น  ผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ต้องแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือบริการของตน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ประเทศไทยมีโครงการฉลากเขียวซึ่งเป็นโครงการระดับชาติ ในปี 2536

ซึ่งได้ริเริ่มมาจากแนวคิดของคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย และนำมาเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ อนุมัติให้ฉลากแก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพและสิ่งแวดล้อมที่คณะอนุกรรมการเทคนิคได้กำหนดไว้

ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวจำหน่ายในท้องตลาดจำนวน 161 เครื่องหมายการค้า/รุ่น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ 20 กลุ่ม ได้แก่ ตู้เย็น สีทาบ้าน สุขภัณฑ์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เครื่องปรับอากาศ กระดาษบรรจุภัณฑ์ สารซักฟอก ก๊อกน้ำและอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ฉนวนกันความร้อน ฉนวนยาง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ยางพารา เครื่องเรือนเหล็ก เครื่องถ่ายเอกสาร สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถ้วยชาม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว สบู่ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด 

อย่างไรก็ตาม ฉลากเขียวยังไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากประชาชนไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการจัดซื้อกับการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม   ดังนั้นการส่งเสริมให้องค์กรขนาดใหญ่ ได้แก่ ภาครัฐ และภาคเอกชน  มีการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะสร้างอุปสงค์สีเขียว (Green Demand) และตลาดสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย 

การดำเนินการด้านการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ    
จากการที่ภาครัฐเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของประเทศ ประเทศไทยมีงบประมาณที่ใช้ในการบริหารประเทศแต่ละปีประมาณ 1 ล้านล้านบาท ร้อยละ 70 เป็นค่าใช้จ่ายคงที่สำหรับงบประมาณในการบริหารประเทศ เช่น เงินเดือน และส่วนหนึ่งเป็นงบที่ใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง ประมาณ 2 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5 (ข้อมูลของกรมบัญชีกลาง, 2547) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) (ไม่รวมโครงการเงินกู้และสัมปทานของรัฐทั้งหมด)

ดังนั้นการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐ จึงเป็นมาตรการเชิงรุกของภาครัฐ เพื่อต้องการให้เกิดตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green market) โดยการเพิ่มอุปสงค์ (Demand-side) ในประเทศ การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นจากการที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอให้ภาครัฐมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ผ่านคณะกรรมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเดือนกันยายน 2547 และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในเดือนพฤศจิกายน 2547 และได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยให้สนับสนุนสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในการวิจัยเพื่อพัฒนากลไกการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ โดยเริ่มโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2547 ถึงกันยายน 2548 

จากนั้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้นำนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวบรรจุอยู่ในแผนบริหารราชการแผ่นดินยุทธศาสตร์ที่ 4 นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้รัฐเป็นผู้นำในการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในช่วงปี 2548 ถึง 2551 และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผน  ในปี 2550 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 กำหนดให้มียุทธศาสตร์การสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐเป็นผู้นำในการบริโภค ตลอดจนปรับปรุงกฎ ระเบียบ วิธีการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้สามารถรองรับสินค้าดังกล่าว รวมทั้งกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน กลไกการตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก  พัฒนาและจัดทำฐานข้อมูลสินค้าฉลากเขียว/สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  กำหนดและให้รางวัลกับหน่วยงานที่เป็นองค์กรสีเขียวของภาครัฐตลอดจนส่งเสริมการจัดซื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในองค์กรเอกชนผ่านห่วงโซ่อุปทานสีเขียวหรือการจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านคู่ค้าทางธุรกิจ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายผู้บริโภคเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือในการพิทักษ์สิทธิและเฝ้าระวัง โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก เรื่อง การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกลไกการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมนำร่องการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2548 โดยมีผลบังคับใช้ภายในกรมควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ (พ.ศ. 2551-2554) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 และนำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อขยายผลให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ดำเนินการ ตามเป้าหมายดังนี้ 

1.ให้หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่าดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและ บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 50 75 และ 100 ตามลำดับ

2. ให้หน่วยงานดังกล่าวกำหนดเป้าหมายปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการแต่ละประเภทที่ได้กำหนดเกณฑ์ข้อกำหนดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้แล้วในแต่ละปีงบประมาณ ดังนี้ ปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 คิดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 30 40 และ 60 ของสินค้าและบริการแต่ละประเภทที่ได้กำหนดเกณฑ์ข้อกำหนดตามลำดับ 3. ให้ทุกหน่วยงานราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในรอบ 6 เดือน ของปีงบประมาณไปยังกรมควบคุมมลพิษ และให้กรมควบคุมมลพิษ จัดทำรายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐรายปี และนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแผนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐ และ (ร่าง) แผนการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ปี พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2554 

การดำเนินการด้านการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาคเอกชน 
สำหรับสถานการณ์การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับองค์กรของภาคเอกชน พบว่า มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ร้อยละ 90 ของภาคการผลิตยังคงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และยังไม่มีการดำเนินมาตรการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบอย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กรด้วย อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดใหญ่ได้นำประเด็นทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมมาใช้ในข้อตกลงระหว่างคู่ค้าหรือห่วงโซ่อุปทาน (Greening the Supply Chains) เช่น ระเบียบข้อบังคับ WEEE และ RoHS ของกลุ่มสหภาพยุโรป ตลอดจนนำนโยบายในการจัดซื้อหรือกำหนดคุณลักษณะของวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในภาพรวม 



ปัญหาสิ่งแวดล้อมพื้นที่มาบตาพุด
มกราคม 7, 2008, 6:47 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

sman_author.jpg

พื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง และ ท่าเรือ 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  นิคมอุตสาหกรรมผาแดง  นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย  นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก  นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเรียกโดยรวมว่า มาบตาพุดคอมเพล็กซ์นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นนิคมอุตสาหกรรมแรกในพื้นที่นี้ จัดตั้งขึ้นตามนโยบายรัฐบาลเพื่อพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เพื่อเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ที่จะผลิตสินค้าอุปโภคต่าง ๆ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจะเปิดกิจการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขที่แนบท้ายกับ EIA

1. การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้1.1 การจัดการด้านอากาศ  : กำกับดูแลให้โรงงานในนิคมฯ ปฏิบัติตามมาตรการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

                   -    คุณภาพอากาศในบรรยากาศ  (Ambient) :          
โรงงานจะทำการตรวจวัดและรายงานผลปีละ 2 ครั้ง  ระดับนิคมฯจะตรวจวัดและรายงานผลปีละ
2 ครั้ง โดยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ 4 สถานี รอบนิคมฯ ส่งข้อมูลมายังสำนักงานนิคมฯ และเป็นสถานีของกรมควบคุมมลพิษอีก 2 สถานี และบริษัท บีแอลซีพี พาวเวอร์ จำกัด อีก 4 สถานี รวมเป็นทั้งหมด 10 สถานี  ที่ผ่านมาพบว่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นกรณีที่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติหรืออุบัติเหตุ ซึ่งกรณีที่มีค่าเกินมาตรฐานโรงงานจะต้องตรวจสอบค่าการระบายจากปล่องเพื่อหาแหล่งก่อเกิดและเข้าทำการตรวจสอบแก้ไขโดยทันที
     -   คุณภาพอากาศจากปล่องระบายอากาศ (Stack Emission) :      
โรงงานทำการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง (CEMS: Continuous Emission Monitoring Systems) ที่ปล่องระบายตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 30 โรงงาน ซึ่งข้อมูลจะ online มายังศูนย์รับข้อมูลของสำนักงานนิคมฯ (อยู่ระหว่างพัฒนาระบบ) และโรงงานต้องติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (stack sampling)  อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

     -   สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs: Volatile Organic Compound)        
สารอินทรีย์ระเหยง่ายคือ สารประกอบทางเคมีที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักประกอบกับสารไฮโดรเจน ออกซิเจนและสารประกอบอื่นๆ ในกลุ่มอะโรเมติก อะลิฟาติก เป็นต้น มีคุณสมบัติระเหยกลายเป็นไอง่าย บางประเภทมีผลต่อร่างกายหากได้รับปริมาณมากหรือสะสมเป็นเวลานาน กนอ. ได้มีการติดตามตรวจวัดสาร
VOCs ในบรรยากาศ ตั้งแต่ปี 2541 โดยเปรียบเทียบค่ามาตรฐานในต่างประเทศ เนื่องจากขณะนั้นจะยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานใช้อ้างอิงในประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับ JICA ทำการ ศึกษามาตรฐาน VOCs ในประเทศไทย โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ประกาศกำหนดค่ามาตรฐานสารอินทรีย์ระเหยในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี จำนวน 9 ชนิด เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2550 และจะมีการพิจารณากำหนดมาตรฐานควบคุมการรั่วซึมหรือแพร่กระจายของ VOCs ของโรงงานอุตสาหกรรมเคมี โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และโรงแยกก๊าซต่อไปกนอ. ได้ร่วมกับโรงงานจัดทำแผน/ผลการดำเนินงานปรับลดสาร VOCs ทั้งในระดับโรงงานและระดับนิคมฯการดำเนินงานในระดับโรงงานจะแบ่งเป็น 3 ระดับคือ-        ระยะสั้น     โรงงานทำ self audit และแผนการปรับปรุงแก้ไขจุดที่มีโอกาสรั่วซึมของสาร VOCs-        ระยะกลาง  จัดทำ Inventory เพื่อทราบข้อมูลชนิด ปริมาณ และแหล่งกำเนิดสาร VOCs โดยหารือทำความชัดเจนในส่วนคู่มือ/หลักเกณฑ์การดำเนินงานกับกรมควบคุมมลพิษ ทำ benchmarking กับโรงงานที่อยู่ในระดับมาตรฐานโลก พัฒนาความพร้อมและศักยภาพห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สาร VOCs  ในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาปัญหาสุขภาพเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะชุมชน-        ระยะยาว    โรงงานจะทำการควบคุมที่แหล่งกำเนิด โดยใช้หลักการ preventive maintenance การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานระดับนิคมฯ-        กนอ. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากำหนดแนวทาง/มาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสารอินทรีย์ระเหยในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด เมือวันที่ 28 มิถุนายน 2549 เพื่อเป็นกลไกในการประสานความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

-        ผุ้ประกอบการจัดทำ self Audit และแผนการปรับปรุงแก้ไขจุดที่มีโอกาสเกิดการระเหย/รั่วไหลของสาร VOCs แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2549

-        กนอ. มีการประสานงานเพื่อทำความชัดเจนในเรื่องแนวทางการดำเนินงานและวิธีการตรวจวัด VOCs ในอากาศ โดยมีการประชุมหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด

-        ดำเนินการตรวจวัดสาร VOCs ภายในโรงงาน และบรรยากาศตั้งแต่เดือนมกราคม 2550

-        จัดทำแผน Inspection กรณีผลการตรวจวัด VOCs ไม่ลดลง

-        กนอ. มีการประเมินผล และสรุปผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงาน

-        ทุกโรงงานจาก 38 กลุ่มบริษัททำการปรับปรุงแก้ไขจุดที่สามารถดำเนินการได้ทันที

-        ทำการตรวจวัดที่แหล่งกำเนิดในรูป Total VOCs สำหรับโรงงานที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือ

-        ประเมินความสอดคล้องของ Total VOCs เทียบกับค่า Emission control criteria ของกรมควบคุมมลพิษ หรือ US.EPA.

-        โรงงานที่ตรวจวัดแล้วพบว่ามีค่าต่ำกว่า Emission control criteria ของกรมควบคุมมลพิษ หรือ US.EPA. แล้วยังคงให้ความร่วมมือในการปรับลดค่าให้ต่ำลงอีก

-        ในบางจุดสามารถลดค่าความเข้มข้นของสาร VOCs ที่ระบายออกจนมีค่าเท่ากับศูนย์กนอ. ได้จัดจ้างมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทยทำการศึกษาโครงการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการสาร ประกอบอินทรีย์ระเหยในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง และจัดจ้างบริษัทเอกชนที่มีความพร้อมเข้าตรวจ วัดสาร VOCs ในบรรยากาศ 19 จุด วิเคราะห์แยกสารจำนวน 20 พารามิเตอร์ ปีละ 3 ครั้ง นอกจากนี้ กนอ. ยังร่วมกับผู้ประกอบการเตรียมจัดจ้างหน่วยงานที่มีความเป็นกลางมาตรวจวัดซ้ำ เพื่อให้ผลการตรวจวัดมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ      1.2         การจัดการด้านคุณภาพน้ำทิ้ง             
การบำบัด
                           

-    โรงงานขนาดใหญ่ กำหนดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบสมบูรณ์ของตนเอง น้ำทิ้งที่ผ่านระบบบำบัดและปล่อยออกนอกโรงงานจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยราชการกำหนด                           

-    โรงงานขนาดย่อมในพื้นที่จำนวน 6 โรงงาน จะมีระบบบำบัดขั้นต้น (Pre-treatment) บำบัดน้ำให้เป็นตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางของ กนอ. เพื่อบำบัดให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยราชการกำหนด     

การติดตามตรวจสอบ   
-    คุณภาพน้ำทิ้งในคลองระบายน้ำทิ้ง และในลำรางในพื้นที่นิคมฯมาบตาพุด
ดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงิ่อนไขรายงาน EIA  ทำการเก็บตัวอย่างวิเคราะห์โดย Third Party ปีละ 3 ครั้ง  และปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทิ้งนิคมฯมาบตาพุด โดยตรวจวัดเพิ่มเติมในพื้นที่ 7 จุดและ คุณภาพน้ำชายฝั่ง 3 จุด 2 เดือนต่อครั้ง และเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งในพื้นที่ทุกเดือน

-          คุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดส่วนกลาง             
เก็บตัวอย่างและวิเคราะห์โดยบริษัทที่ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียของ กนอ.  และ
Third party ตามเงื่อนไข EIA และตามเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจเดือนละ 2 ครั้ง      

1.3   การจัดการด้านของเสีย             
กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต การนำกากอุตสาหกรรมออกนอกโรงาน โดยกรมโรงงานจะนำข้อมูลเข้าระบบอิเล็กทรอนิคส์และมอบรหัสผ่านให้ กนอ.และเจ้าหน้าที่สำนักงานนิคมฯ ใช้ในการกำกับดูแลโรงงาน
      ในภาพรวม กนอ.สรุปรายงานเกี่ยวกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมนิคมฯมาบตาพุด ได้แก่ ราย งานคุณภาพอากาศจากสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ และรายงานคุณภาพน้ำตามแผนเฝ้าระวัง รายงานต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดระยองเป็นประจำทุกเดือน และ กนอ.จะเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้มากขึ้น2. การดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุด      
กนอ.ได้วางรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างสมบูรณ์แบบและเป็นระบบ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบการปล่อยมลพิษของโรงงานในนิคมฯมาบตาพุดพบว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะมีการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไข
EIA มาโดยตลอด ซึ่งโรงงานในนิคมฯมาบ-ตาพุดส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 14000-14001

ดังนั้นจึงเน้นการกำกับดูแลในเรื่องกระบวนการผลิตที่ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดเพราะจะต้องผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานโลกจากความร่วมมือของภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการ นำไปสู่การแก้ไขในมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

1. การดำเนินงานตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 ประกอบด้วย                        1.1           จัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาความสัมพันธ์ด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนกับปริมาณสารมลพิษทางอากาศ จ.ระยอง โดยมี ศ.ปริญญา  นุตาลัย เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ

1.2     จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและกำหนดการพัฒนาในพื้นที่มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ (ปัจจุบันรัฐมนตรีว่า การกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานคณะอนุกรรมการ)

1.3     การจัดหาอุปกรณ์ ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาระดับสูง (RADAR/RASS) โดย กนอ. เป็นผู้จัดหาในวงเงิน 20 ล้านบาท เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและการคำนวณศักยภาพ การรองรับมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.  จากการประชุมหารือระหว่าง กนอ. ปลัดกระทรวงพลังงานและผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550  ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกรายในการจัดทำแผนปฏิบัติการลดมลพิษทั้งระบบและดำเนินการลดการปล่อยมลพิษให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัดระยอง และคณะกรรมการ กนอ. มีมติอนุมัติงบประมาณ 20 ล้านบาท เป็นเงินประเดิมกองทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน และเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมสนับสนุนกองทุนดังกล่าว โดยหน่วยงานท้องถิ่นจะร่วมกับผู้แทนชุมชนเป็นผู้บริหารกองทุน

3.  การพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และคณะผู้แทนชุมชน 25 ชุมชน เพื่อให้มีการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของลูกหลานในชุมชนโดยรอบ  การประสานงานในเรื่องปัจจัยพื้นฐานกับหน่วยงานต่าง ๆ และการจัดตั้งกองทุน 25 ชุมชน

4.  การตรวจเยี่ยมพื้นที่อุตสาหกรรมของนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายปิยะบุตร  ชลวิจารณ์ และคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ

5.  การจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่ จังหวัดระยอง ร่วมกันระหว่างผู้แทนหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ ชุมชน 25 แห่ง และเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกปัจจุบันผู้ประกอบการได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษระยะต่าง ๆ ประกอบด้วยการจัดการปัญหาสารอินทรีย์ระเหย (VOCs)  การปรับลดการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  การปรับลดปริมาณขยะ/กากของเสีย และปริมาณน้ำทิ้งอุตสาหกรรมที่ระบายออกจากโรงงาน และรายงานผลการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทุกสัปดาห์ รายงานสรุปผลการดำเนินงานแต่ละสัปดาห์
สามารถดูได้ที่
www.ieat.go.th



ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (The Environmental Management System – EMS)
มกราคม 7, 2008, 3:20 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

authordej.jpg

ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือ “The Environmental Management” (EMS) เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ขณะที่ประเทศชั้นนำ เช่น อเมริกา ยุโรป และ ญี่ปุ่น กำลังพัฒนาระบบ EMS นี้เพื่อความเป็นต่อ ในยุทธศาสตร์การแข่งขันระดับประเทศเลยทีเดียว หากประเทศไทยยังละเลยไม่ได้พัฒนาตนเองให้เข้าใจ เพื่อจะได้รองรับระบบ EMS นี้ ก็จะกลายเป็นอุปสรรค ในการส่งออก และถือเป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่กำแพงภาษี  (Non-Tariff Barrier) จะทำให้เสียโอกาส ขาดดุลการค้า และ ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ จึงน่าจะหันมาสนใจและศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังในกลุ่ม โรงงานอุตสาหกรรม บริษัท ห้าง ร้าน SME และ แม้แต่องค์กร สมาคม เล็กๆ ทั่วไป ก็สมควรศึกษาเพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไป ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) นี้


ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
(EMS) คืออะไร

ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม  (EMS) คือ กระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ทั้งระบบการผลิต การจัดส่ง การจำหน่าย และ การจัดการกับซากเศษเหลือทิ้ง โดย จะต้องทำการตรวจหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Measurement) ที่เกิดขึ้นจริงกับ กระบวนการผลิต ซึ่งแต่เดิมนั้น โรงงานผู้ผลิต จะเน้นเฉพาะแค่ ราคา และมาตรฐานด้านคุณภาพของสินค้า เท่านั้น แต่ในปัจจุบันนอกจากจะคำนึงถึงคุณภาพของตัวสินค้าแล้ว ยังจะต้องรวมไปถึง มาตรฐานด้านสุขภาพพลานามัย ความปลอดภัย และ สภาพแวดล้อม ที่การผลิตจะมีผลโดยตรงทั้งก่อนหรือหลังการผลิต โดยจะดูรวมไปถึง การทำงาน ทั้งระบบ ในหน่วยงาน และจะต้องสามารถทำการเชื่อมโยง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือ เทียบมูลค่าเป็นจำนวนเงิน ที่จะเรียกว่า “บัญชีต้นทุนสิ่งแวดล้อม” (Environmental Management Account – EMA) ที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล  คำนวณ  และทำรายงาน       ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ (Economical) สังคม (Social) และ ระบบนิเวศน์ (Ecological) ทั้ง 3 ส่วนเข้ามาพิจารณาในการคิดต้นทุน สินค้าและบริการ ทั้งกระบวนการ เครื่องมือ (Management Tools) ที่ใช้สำหรับ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) มีดังนี้

 1. ECO-Design (การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)
เป็นการวางมาตรฐานการผลิตใหม่ โดยจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ตอนเริ่มต้นการออกแบบ ซึ่งผู้ผลิตต้องศึกษาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ นั้นๆว่า จะใช้วัสดุอะไรที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม วัสดุที่นำมาใช้ ต้องใช้พลังงานเท่าไรในการให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบนั้น ปริมาณ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกมา เท่าไร การขนส่ง ใช้พลังงาน เท่าไร และ เมื่อนำมาใช้ผลิต สินค้านั้น ขณะใช้งานมีขนาดพลังงานที่ใช้เท่าไร และสามารถลดการใช้พลังงานได้หรือไม่ มีระบบพัก เมื่อไม่ใช้งาน ที่เรียกว่า Stand by Mode หรือไม่ และหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์นั้นแล้วตอนสิ้นสุดอายุการใช้งาน สินค้านั้นสามารถเอาไปรีไซเคิลได้ทั้งหมดหรือไม่ จึงควรออกแบบมาเพื่อการรีไซเคิล โดยคำนึงถึงการถอดแยกชิ้นส่วน ได้ง่าย และวัสดุไม่เจือปนสารอื่นๆ เพราะจะทำให้แยกสาร โลหะ ยาก ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย การออกแบบเช่นนี้นิยมเรียกว่า Design for Environment (DfE)  นั่นก็หมายถึง  ต้องออกแบบวางแผนกันตั้งแต่เริ่มต้นกันเลยทีเดียว การออกแบบเชิงนิเวศน์ (ECO Design) นี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศชั้นนำเช่น ญี่ปุ่น ยุโรป และ อเมริกา และได้บรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอนแล้วให้ถือเป็นแนววิชาการใหม่ เพราะจะต้องคำนึงถึงทั้งด้านวัสดุศาสตร์ การแปรสภาพ เคมี ฟิสิกซ์ เฉพาะทางในแต่ละวัสดุ และการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการไปดูงานที่โรงงานรีไซเคิล เพื่อดูวิธี การถอดคัดแยก และ การนำกลับมารีไซเคิล ทำอย่างไร มีความยาก ง่ายเพียงใด แล้วจึงจะสามารถนำมากำหนดเป็นนโยบายได้ต่อไป
 Life Cycle Assessment (LCA) การประเมินวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่มีผลกับสิ่งแวดล้อม
เป็น การเก็บข้อมูลของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งจากการใช้พลังงาน การแพร่กระจายมลพิษ โดยรวบรวมจากทั้งกระบวนการของผลิตภัณฑ์ หรือบริการ นั้นๆ บางแห่งจะเรียกว่า การประเมินวัฎจักรชีวิต ของผลิตภัณฑ์ หรือถ้าจะเรียกให้เข้าใจได้ง่ายเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ “บัญชีบาป” เพราะการปล่อยของเสียในแต่ละขั้นตอนถือเป็นบาปทั้งสิ้น ทั้งนี้จะรวมในทุกกระบวนการ ทุกกิจกรรม จะแยกย่อยลงลึกไปถึงอะไหล่ หรือ วัตถุดิบย่อยที่นำมาใช้การการผลิตด้วย ซึ่งจะดูทั้ง
4 ส่วนคือ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และ การจัดการกับซากที่เหลือใช้แล้ว เรียกได้ว่าทั้งกระบวนการของชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เกิดจนไปถึงจุดสิ้นสุด โดยข้อมูลของแต่ละขั้นตอนจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล ผู้ผลิตอะไหล่ ชิ้นส่วนวัตถุดิบ รวมถึงผู้ที่อยู่ในวงจรโซ่ห่วงอุปสงค์ (Supply Chain) ทั้งหมดจะต้องนำเสนอข้อมูล LCA ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นี้ เพื่อนำมาเข้าสูตรการคำนวณ โดยทั่วไปจะมีซอฟแวร์ ที่ช่วยในการคำนวณ เพื่อหาค่าต่างๆ ออกมาอย่างเป็นระบบ ในเรื่อง LCA นี้ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ที่เริ่มมีการศึกษากันอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยแล้ว และเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยก็จะสามารถทำฐานข้อมูลระดับชาติได้สำเร็จ ดั่งเช่น ประเทศชั้นนำ อย่าง ญี่ปุ่น ซึ่งก็เพิ่งทำ ฐานข้อมูลระดับประเทศสำเร็จไปได้ไม่นานมานี้ และต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะจากผู้ผลิตด้วยกันเอง  

Green Procurement หรือ Green Purchasing Network (GPN) การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งจะเป็นการปรับระบบการจัดซื้อ จัดจ้างใหม่ จะต้องคำนึงถึงผู้จำหน่ายที่จะมานำเสนอ ผลิตภัณฑ์ อะไหล่ ชิ้นส่วน หรือ วัตถุดิบ ฯลฯ ว่าได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่ง จะต้องรวมไปถึงวัสดุที่นำมาใช้ผลิต การขนส่ง การใช้งาน และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้  โดยดูทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับวงจรโซ่ห่วงอุปสงค์
(Supply Chain) ทั้งกระบวนการ เพราะผลิตภัณฑ์จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้หาก อะไหล่ชิ้นส่วนอื่นๆที่นำมาประกอบไม่ได้รับการควบคุมหรือ ไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเลย หรืออย่างน้อยก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด การจัดการเศษของเหลือจากการผลิตและการใช้งาน โดยยึดหลักการ 3R คือ Reduce, Reuse, Recycle
เป็นกระบวนการจัดการกับเศษ ซากที่เหลือจากการใช้ผลิต หรือ ใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยนำเอาเศษ ซาก มา ซ่อมแซม  หรือ ปรับสภาพ และนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) หรือนำมาถอมแยกชิ้นส่วนออก เป็นวัตถุดิบชนิดต่างๆ เช่น กระดาษ พลาสติก เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง น็อต สกรู โลหะผสม ต่างๆ เป็นต้น และนำเอาชิ้นส่วน วัตถุดิบที่ได้มาจากการถอดแยกนี้ ไปส่งให้โรงงานปรับสภาพ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อีก เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอีกครั้งการนำเอากระบวนการ 3R มาใช้นี้ จะต้องมีระบบจัดเก็บรวบรวม ซึ่งอาจเป็นของภาครัฐ ทั้งส่วนกลาง หรือ ส่วนท้องถิ่น หรืออาจเป็นจุดรับคืน ของภาคเอกชน เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือตัวแทนจำหน่ายก็ได้ โดยค่าใช้จ่ายในการขนส่งไม่มากเกินไปจนทำให้การทำรีไซเคิลไม่คุ้มค่า โรงงานจะคัดแยกชิ้นส่วนอย่างถูกหลักวิธี และรู้จักสารพิษ ต่างๆ หรือ กรรมวิธีในการถอดคัดแยก (ซึ่งโรงงานที่จะทำการคัดแยกนี้จะต้องได้รับใบอนุญาติจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ประเภท 105/106) และส่งต่อไปให้โรงงานที่จะปรับสภาพ บำบัด กำจัด ต่อไป ทั้งนี้ปัญหาหลักของการรีไซเคิลในไทยนั้น ก็คือ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่มีความรู้มากพอเรื่องสารพิษ และไปรับซื้อจากตามบ้านเรือน ที่เรานิยมเรียกว่า “ซาเล้ง” ซึ่งจะนำมาให้ร้าน ซื้อ-ขายของเก่า ทำการคัดแยก ซึ่งกระทำไม่ถูกวิธี และอาจเป็นอันตรายได้ ทำให้เศษ ซาก ไม่มีปริมาณมากเพียงพอ และไม่คุ้มค่าในการวางอุปกรณ์เครื่องจักร สำหรับโรงงานที่ถูกต้องตรงตามหลักวิชาการ ทำให้ไม่คุ้มค่าการลงทุน
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการทิ้ง การขนส่ง การผ่านกระบวนการรีไซเคิ้ล จะต้องให้ผู้ใช้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหรือไม่ ในอเมริกา ผู้ใช้จะต้องจ่าย ค่ากำจัด ที่เรียกว่า “e-waste fee” เมื่อสั่งซื้อสินค้านั้นๆ และทางร้านค้าเมื่อจัดเก็บแล้วก็จะส่งไปให้ภาครัฐ เพื่อจัดการส่งไปตาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อบริหารจัดการ ช่วยเหลือ ภาคเอกชน โรงงานที่ได้รับอนุญาติ ดำเนินการ ต่อไป ในประเทศญี่ปุ่น มีกฏหมาย ที่เรียกว่า Home Appliance Recycling Law – HARL ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อให้ผู้ใช้จะต้องจ่ายค่าทิ้ง เมื่อซื้อสินค้าใหม่ทุกครั้ง และผู้จำน่ายจะเอาไปส่งคืนให้โรงงานรีไซเคิลในเครือข่ายของตนเองเพื่อทำการถอดแยกชิ้นส่วนต่อไป การดำเนินการจัดการตามกระบวนการ 3R นี้เป็นเรื่องที่ดีหากมีกฏหมาย และ มีระบบการออกแบบมาเพื่อรีไซเคิล คือ สามารถถอดชิ้นส่วนออกได้ง่าย และวัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recyclable) ไม่ใช่เป็นวัตถุดิบเจือปนสารอื่นๆมากมายจนไม่อาจนำกลับมาใช้ได้อีก และจะต้องไปผ่านกระบวนการซับซ้อนกว่าจะได้วัตถุดิบที่บริสุทธิ์ กลับมาอีก การลดปริมาณ (Reduce) ซึ่งเป็นอีกหลักการหนึ่งของ 3R เป็นการลดปริมาณ ลดขนาดของผลิตภัณฑ์ ในการออกแบบการผลิต ผู้ออกแบบจะทำการศึกษาจากสินค้ารุ่นเดิมที่ มีอยุ่ในตลาด และมาทำการออกแบบสินค้ารุ่นใหม่ให้มีขนาดเล็กลง ลดจำนวนน็อต สกรู หรือ กาว เพื่อให้การถอด คัดแยกได้ง่าย เมื่อนำมารีไซเคิลแล้ว ดังนั้นกระบวนการ 3R จึงเป็นกระบวนการที่เหมาะสำหรับ การสร้างวงจร ของผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน แต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ การออกกฏหมายเพื่อ จัดเก็บ ค่าจัดการ จิตสำนึกของการคัดแยกขยะ เพื่อให้ระบบ 3R ดำเนินไปได้อย่างสำเร็จ 

ระบบจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) สำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องอย่างไร
จากที่กล่าวมาข้างต้น ยังอาจมองไม่ออกว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมนี้ จะมาเกี่ยวข้องกับ บริษัท โรงงานผลิต หรือหน่วยงานของเราอย่างไร ให้มาดูที่ บริษัทประกันภัยเป็นตัวอย่างแรก บริษัทประกันภัยไม่ได้ปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก และไม่ได้ทำให้เกิดมลพิษเลย แต่ ขณะที่ประกันภัยเอาเบี้ยประกันไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งจะมีโรงงานอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ อาจมีผลกระทบจากภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น บริษัทประกันภัยจึงจะต้องเตรียมการรับมือ และจะต้องศึกษา ระบบจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเทียบความเสี่ยงเป็นตัวเงิน เพื่อทราบถึง ความเป็นมา เป็นไป ของความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งอาจทำให้บริษัทประกันภัย สามารถ ออกบริการตัวใหม่ เพื่อให้บริการ สำหรับลูกค้า ที่มีความเสี่ยงต่อ สิ่งแวดล้อมได้           อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัท น้ำอัดลมรายใหญ่ อย่าง บริษัท COKE ได้ทำการศึกษาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ซึ่งขั้นตอนการผลิตมีการใช้น้ำ (Water Consumption) ใช้ไฟฟ้า (Electricity) ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรฐาน ISO อยู่แล้ว ก็ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไรกับสิ่งแวดล้อม แต่ปรากฏว่า เมื่อทำการศึกษา ระบบ EMS พบว่า บริษัท COKE มีการใช้พลังงานอย่างมหาศาลที่จุด Point of Sales (POS) นั่นคือการใช้ตู้แช่ที่กระจายไปตามที่ต่างๆ ทำให้ต้นทุนของบริษัท COKE สูงกว่าที่เป็นจริง ทั้งที่กระบวนการผลิต และส่วนอื่นที่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ได้ถูกนำมาคิดคำนวณต้นทุนไปแล้วก็ตาม แต่ว่ายังมีต้นทุนที่แอบแฝงอยู่ เช่นการกระจายตู้แช่ไปยังที่ต่างๆ ที่ห่างไกล ซึ่งเป็นตู้ที่มีปริมาณกินไฟสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดื่มน้ำอัดลม COKE นี้จะต้องดื่มขณะที่เย็นๆ จะทำให้ชื่นใจดังนั้นเพื่อเป็นการลดต้นทุน บริษัท COKE จึงจำเป็นต้องดำเนินการปรับ ออกแบบ ตู้แช่ใหม่ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อประหยัดกำลังไฟ หรือ ออกแบบขวดบรรจุ ให้มีขนาดเล็กกระทัดรัด เพื่อให้สามารถใส่ในตู้ที่มีขนาดเล็กได้ยังมีอีกหลายโรงงาน ที่ตอบคำถามว่า เศษ ซาก ขยะ ที่เหลือจากการผลิต เมื่อนำไปทิ้งมีค่าเท่าไหร่ โรงงานเหล่านั้นมักตอบว่า เท่ากับค่าจ้างกำจัดขยะ นั่นเอง ซึ่งเป็นคำตอบตามหลักการบัญชีเดิม นั่นคือการว่าจ้าง บริษัท ที่รับบำบัด กำจัดมาดำเนินการ แต่อันที่จริงแล้ว มูลค่าที่แม้จริงนอกจากจะมีค่าบำบัดกำจัดที่ว่าแล้ว เศษ ซากเหลือทั้งเหล่านี้ยังมีทรัพยากรที่มีค่าอยู่อีกมาก ที่สามารถนำมาแปลงสภาพเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการรีไซเคิล (Waste / Material Flow) หรืออาจนำกลับมาแปลงเป็นพลังงานทดแทน เพื่อประหยัดพลังงานในการผลิตชิ้นต่อไปได้ นั่นคือมูลค่าที่ซ่อนอยู่ (Visible Cost) ซึ่งบางบริษัท ที่ไม่ได้คำนึงถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมนี้มองไม่เห็น นอกจากนี้หากเศษซากนี้ บางส่วนเป็นสารมีพิษ ก็อาจทำให้ชุมชน หรือภาคประชาชนมีการต่อต้านขึ้นมา ทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น  ดังนั้น  การทำระบบการจัดการที่ดีกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในภาพแสดงให้เห็นถึงต้นทุนที่แอบแฝงอยู่ของการผลิต การดำเนินการ ของหน่วยงานต่างๆ ที่มีการเคลื่อนจากตำแหน่งเดิมไปยังตำแหน่งใหม่ ซึ่งหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่า กราฟ อุปสงค์ อุปทาน ในระบบเศรษฐศาสตร์เดิม มีจุดตัดที่ P1Q1 ซึ่งก็จะเป็น ระดับ ราคา (P) และปริมาณ (Q) ที่สมดุลย์ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ขณะนี้ในสภาพความเป็นจริง ในยุคที่สังคมเริ่มมีการเปลี่ยนไป กระแสความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้น จนอาจเรียกได้ว่าสังคมเปลี่ยนไปเป็น Green Based Economy หรื อ Green Based Society ไปแล้ว นั่นหมายความว่าจุดตัดที่สมดุลย์เดิมเปลี่ยนตำแหน่งไปเป็น P1Q2 (ดังรูปที่ 1)1.jpg

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ และ อุปทาน เดิมไม่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจให้มีผลกำไรสูงสุดได้แล้ว เพราะมีตัวแปรอื่นๆเข้ามา นั่นก็คือ ความสำนึกในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในต่างประเทศที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ต่างก็เริ่มใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีความใส่ใจในเรื่องผลกระทบในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จนอาจจะเรียกได้ว่า โลกของเรากำลังก้าวต่อไปจากยุคข้อมูลข่าวสาร ยุคแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Based Society) ไปสู่อีกช่วงหนึ่งแล้วนั่นก็คือ ยุดของสังคมสีเขียว สังคมแห่งสุขภาพพลานามัยที่ดี ยุคแห่งความกังวลเรื่องโลกร้อน ยุคแห่งการกังวลเรื่องขยะเป็นพิษ มลพิษ ทั้งทางน้ำ ทางเสียง ทางอากาศ ยุคที่ประชาชนหรือผู้บริโภคเริ่มจะเป็นผู้เรียกร้องให้ผู้ขาย หรือ ผู้ผลิต มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ มิใช่แต่เพียงผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ หรือ ให้มีต้นทุนที่ต่ำแต่เพียงอย่างเดียว แต่เขาก็จะเรียกร้องให้ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกมากขึ้น และในที่สุดพวกเขาก็จะเริ่มเลือกซื้อสินค้าที่ สะอาดเท่านั้น สินค้าที่สกปรก เจือปน สินค้าที่ปล่อยของเสีย สินค้าที่กลายเป็นขยะเหลือมากมายจะต้องเป็นปัญหาให้กับพวกเขา สังคมจึงเริ่มเรียกร้องมากขึ้นๆ จนเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผู้ผลิตต้องเร่งปรับตัวโดยด่วน เพื่อจัดการกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเหล่านี้2.jpg
จากภาพที่ 2 แสดงให้เห็นว่า โรงงานผู้ผลิตจะมีแรงผลักดันเข้ามา ในที่นี้อยากเรียกว่าแรง PUSH ที่เป็นกึ่งบังคับให้ผู้ผลิตจะต้องปฎิบัติตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคม ดังนั้นการเริ่มนำระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ผลิต หรือ องค์กร ที่จะต้องแข่งขันให้สามารถแข่งขันได้ เป็นที่น่าสนใจก็คือ กฏระเบียบที่ยุโรป ออกระเบียบข้อบังคับมา เช่น Waste Electrical and Electronics Equipment หรือ WEEE, Restricted Use of Hazardous Substance หรือ RoHS, Energy Using Product  หรือ EuP, และ  Registration, Evaluation, Authorization and Restriction of Chemicals หรือที่เรียกว่า REACH ซึ่งระเบียบเหล่านี้ เชื่อว่าภาครัฐของไทยเริ่มศึกษากันอย่างจริงจังแล้ว รวมทั้งผู้ผลิตในไทยที่ส่งออกสินค้าออกไปจำหน่ายยังยุโรป คงจะต้องเร่งปรับตัวเองให้สามารถปฎิบัติตาม (Comply) ได้ มิฉนั้นก็คงจะขายสินค้าไม่ได้เลยทีเดียว เราจะเรียกระเบียบเหล่านี้ว่าการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่หรือ? หรือจะเรียกว่ากระแสสังคมโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โลกเรากำลังจะไปสู่ยุคของ สังคมสีเขียว จริงหรืออย่างไร?นี่คือคำตอบที่ท่านผู้อ่านต้องเริ่มคิด เพราะมันกำลังมาใกล้ตัวโดยไม่รู้ตัว และมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากไม่เริ่มปรับการบริหารจัดการเสียแต่วันนี้ จะสายเกินไปและไม่สามารถกลับเข้ามาในสนามแข่งขันได้เลย และในที่สุดก็จะขายได้แต่ตลาดเล็กๆที่ไม่คำนึงในเรื่องความสะอาด สินค้าของประเทศเราจะเป็นสินค้าที่ปนเปื้อน เป็นสินค้าที่สกปรก ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นนั้นหรือ? ขอให้ตอบจิตสำนึกของท่านเสียตั้งแต่ตอนนี้ปัญหาอุปสรรคสำหรับการเริ่มต้น EMS
ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของการขัดแย้งทางความคิด ก็ว่าได้ เพราะ ส่วนใหญ่บริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำ หรือบริษัทข้ามชาติ (Multi National Company – MNC) มักมองเป็นผลกำไรที่ดีเยี่ยมสำหรับบริษัทของตน แต่ในขณะเดียวกัน บริษัท ขนาดเล็ก กลาง และย่อม (SME) กลับมองว่าเป็นต้นทุนที่มากมายมหาศาล ในการที่จะต้องมาจัดตั้งระบบเพื่อรองรับการจัดการกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ และหากภาครัฐออกกฏหมายอะไรออกมา บริษัท SME เหล่านี้ก็จะต้องถูกบังคับให้ทำตามโดยไม่เต็มใจ และบางบริษัทก็พยายามจะหลบเลี่ยงไปเลยก็มี ตามภาษาวิชาการ เราเรียกยุทธศาสตร์ PUSH และ PULL ซึ่งจะมีความหมายว่าหากบริษัท SME จะต้องถูกบังคับด้วยกฏหมาย หรือ กฏระเบียบ ก็จะเป็นการ PUSH ให้ทำตาม ซึ่งก็ถือเป็นต้นทุนที่สูงสำหรับบริษัทเหล่านั้น แต่หากบริษัทมีความเต็มใจที่อยากจะทำด้วยความสมัครใจ ก็จะเป็นการ PULL ซึ่งเป็นตัวแปรใหม่ที่บริษัทในประเทศไทย สังคมไทย หน่วยงานต่างๆ ของไทยควรนำเอาตัวแปร PULL นี้เข้ามาใช้แทนที่จะต้องมาถูกบังคับด้วยกฏเกณฑ์ ซึ่งบริษัทที่ปรับตัวมาเป็น PULL มักจะได้เปรียบบริษัทที่จะต้องมารับกฏเกณฑ์เหล่านั้น ความขัดแย้งทางความคิดคิดอักประการหนึ่งก็คือหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย มีบางหน่วยงานมองว่า ปัญหาขยะ เป็นของมีพิษ สำควรจะต้องเร่งหาทางแก้ไข บำบัด กำจัด อย่างถูกต้อง แต่ขณะที่อีกหน่วยงานภาครัฐหนึ่งมองว่า ขยะ เป็นเหมืองแร่มหัศจรรย์ ที่ยังซ่อนอยู่ หากรู้จักนำมาจัดการ คัดแยก และผ่านกรรมวิธี ก็จะทำให้สามารถสกัด พลังงาน แร่ธาตุ สาร โลหะ ชนิดต่างๆ ออกมาได้อย่างมาหศาล และสามารถนำไปใช้ซ้ำ ในการผลิตสินค้าใหม่ได้อีก หรืออาจนำมาซ่อมแซม ปรับสภาพ เพื่อนำมาใช้ใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิธีการเช่นนี้ในต่างประเทศเรียกว่าการจัดการแบบ 3R คือ Reduce Reuse และ Recycle

ความหมายของ การรีไซเคิล
(Recycle) คือการนำเอาเศษซาก ของเก่าเหลือใช้ มาถอดแยก และนำมาผ่านกระบวนการเพื่อแปรสภาพให้เป็นวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตใหม่ ขณะที่ Reuse หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ จะหมายถึงการนำอุปกรณ์เก่า เหลือใช้ มาซ่อมแซม (Repair, Remanufacture, หรือ Refurbish) และนำกลับมาใช้ใหม่จะเป็นอุปกรณ์ทั้งเครื่องหรืออะไหล่บางส่วนก็ตาม ส่วนการ Reduce จะเป็นการลดบางส่วนที่ไม่จำเป็นในการผลิต การใช้งาน ลงเพื่อให้ประหยัดต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดขนาดให้เล็กกระทัดรัดลง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีมาก แต่ ในอีกทางหนึ่งก็กลับมองว่า การจัดการกับของเก่าเป็นการสนับสนุนการรับซื้อของโจร เพราะส่วนใหญ่ ร้านรับซื้อของเก่าจะเป็นแหล่งที่รวมของสินค้าที่ถูกขโมยมา หรือ มีบางพวกอาจคิดว่าการนำเศษเหลือทิ้งไปแปลงเป็นพลังงาน เช่นไปทำเป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้า หรือ อื่นๆ ฯลฯ จึงเกิดการแย่งชิงขยะเกิดขึ้น และการบำบัดกำจัด ในบางประเทศหรืออาจจะกลายเป็นเรื่องของมาเฟีย หรือ ผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นปัญหาของสังคม โดยเฉพาะเรื่องหลักการ “ธรรมาภิบาล” อย่างมาก เนื่องจากใบอนุญาตประกอบการร้ายซื้อขาย ของเก่า หรือ รีไซเคิลนี้ จะต้องมาจากหน่วยงานภาครัฐ แต่กลับยังมีในบางแห่งที่มีปัญหา ผู้มีอิทธิพล เป็นผู้ให้อนุญาตประกอบการ ทำให้เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องหรือเครือญาติ กันอย่างกว้างขวาง ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล นี่คือปัญหาอุปสรรค ใหญ่มากกับผู้ประกอบการที่บริสุทธิ์ และไม่ทำให้เกิดกลไกการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และไม่ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

ปัญหาการเก็บขยะนั้นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเพราะ การคัดแยก ไม่ได้กระทำกันจากที่บ้าน ดังนั้น รถเก็บขยะ ก็มาเก็บ โดยไปแยกขยะที่ขายได้ กันที่บนรถขนขยะ และอาจนำไปเป็นรายได้ของตนเอง การประสานนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ยังมีความหละหลวม และทำงานแบบต่างคนต่างทำ จึงทำให้เกิดปัญหา ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและอเมริกา ชุมชน ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและ ได้ดำเนินการกิจกรรมให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ที่พยายามกำจัด ขยะให้เหลือศูนย์ (หรือให้เหลือน้อยที่สุด) ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานวันแลกเปลี่ยนของเก่า วันกำจัดขยะพิษโดยนำมาไว้ที่ ที่ว่าการอำเภทส่วนท้องถิ่น กระตุ้นให้ภาคเอกชนบางหน่วยที่มีหน้าที่ในการรีไซเคิล มาให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นต้น ฯลฯ  การับรู้เรื่องการแยกทิ้งขยะ เป็นเรื่องที่ทุกบ้านทุกครัวเรือนให้ความร่วมมือกันอย่างมากภาพแสดงการแยกทิ้งถังเพื่อเตรียมรีไซเคิล
3.jpg

 ปัญหาที่คิดว่าสำคัญที่สุดคือ นโยบายภายในบริษัทเอง ซึ่งหลายบริษัท หรือหน่วยงานอาจจะคิดว่า การจัดทำ EMS ยากเกินไป และ ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งการเปลี่ยนภาพนี้จะต้องให้ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิด และจิตสำนึกให้รู้สึกว่าการปรับเปลี่ยนนี้มีผลต่อสังคม และส่วนรวมและจะทำให้บริษัทได้รับผลกำไร ตอบแทนตามมาภายหลัง ซึ่งจะต้องปลูกฝังและสร้างขึ้นมาให้ได้ในบริษัท จึงจะสามารถทำ EMS ได้สำเร็จ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ในประเทศญี่ปุ่น
ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากพื้นฐานของความเป็นประเทศอุตสาหกรรม และความมีระเบียบวินัย ประกอบกับ การสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนาระบบการจัดการ EMS นี้อย่างกว้างขวาง บริษัทชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น ได้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมา โดยเป็นหน่วยงานเฉพาะที่มีภาระกิจหลักในการพัฒนาการ และ จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมขององค์กรของตนเอง และจะต้องมีการประชุมในระดับกรรมการบริหาร กำหนดเป็นนโยบายเพื่อให้หน่วยงานหลักก้านสิ่งแวดล้อมนำไปจัดทำแผนและปฎิบัติต่อไป ตัวแปรแห่งความสำเร็จของการจัดทำ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) นี้ สามารถสรุปได้ดังนี้ ปัจจัยการพัฒนาการระบบ ISO14000 ไปเป็น EMS และก้าวไปสู่ CSR – ระบบ EMS ของประเทศญี่ปุ่นนั้นพัฒนาการมาจากระบบการจัดการตามมาตรฐาน ISO 14000 ที่โรงงานผู้ผลิตต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาตรฐาน ตามเกณฑ์ ซึ่งกระทำในช่วงแรกนั้นก็เพื่อให้ได้ใบรับรองมาตรฐานเพื่อให้สินค้าและบริการของตนเหนือคู่แข่งขัน เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน โดยในปัจจุบันระบบ ISO14000 เป็นระบบตรวจสอบตนเอง หรือ Self Declaration โดยแบ่งประเภทของมาตรฐานออกเป็น 7 ส่วนหลัก ซึ่งมีทั้ง การจัดหน่วยจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) การตรวจวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม (Eco-Audit) การจัดทำฉลากสีเขียว (Eco-Label) การปฎิบัติงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Performance) การทำวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment –LCA) การให้คำจำกัดความ / นิยามศัพท์ปฎิบัติการ (Term and Definition) และ การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Design for Environment) ซึ่งบริษัทในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้ปรับองค์กร ตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับภาระกิจดังกล่าวนี้ และได้รายงานในรายงานการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Report) แต่ต่อมารายงานดังกล่าวนี้ได้ถูกพัฒนาไปเป็นรายงาน ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility – CSR Report) ซึ่งมีมิติครอบคลุม ที่กว้างขึ้นไปอีก โดยนอกจากจะครอบคลุมไปแค่เพียงภายในการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงงาน หรือบริษัท เท่านั้น แต่ได้ขยายวงออกไปยัง ผู้ที่อยู่โดยรอบเช่น ชุมชน หรือ สังคมโดยรอบของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับโรงงาน บริษัท หรือ หน่วยงาน ให้บรรลุเป้าหมายในการจัดการกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
4.jpg
รูปที่ 3 มาตรฐาน ISO 14000 mรวม LCA , EMS และฉลากเขียวเข้าไปด้วยซึ่งก็จะทำให้ให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในตัวสินค้าและบริการของบริษัทนั้นๆ ว่าได้ทำมากกว่านอกเหนือจากที่จะมาขายสินค้าแล้วยังมีส่วนในการเป็นห่วง ความปลอดภัย สุขภาพพลานามัยของลูกค้าอีกด้วย ทำให้บริษัทได้ภาพพจน์ชื่อเสียงและความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก
ปัจจัยความสามารถในการทำงานเป็นทีม และ การรวมตัวกันเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นจุดแข็งที่สำคัญของคนญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่นจะทำงานประสานงานกันเป็นอย่างดีเยี่ยม การทำงานเป็นทีมของบริษัทญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง และ มีหลายประเทศได้ทำการศึกษารูปแบบ และเหตุผลของความสำเร็จในการทำงานเป็นทีม แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ การจับกลุ่มกันของอุตสาหกรรม บริษัท โรงงาน ต่างๆ ซึ่งผู้ที่มาทีหลัง หรือ ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม เช่น   สินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของประเทศญี่ปุ่นจะถูกกีดกันเพราะ เขาจะจับกลุ่มเฉพาะสินค้าที่มาจากประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น อุตสาหกรรมที่รวมตัวเป็นกลุ่มมักจะจัดตั้งเป็นสมาคม ชมรม เพื่อหารือ กัน และตกลงกำหนด และทำร่วมกันเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้การทำงาน สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะ ความร่วมมือที่ดีเยี่ยมจากอุตสาหกรรมเดียวกัน และในบางครั้งก็อาจจะเชื่อมโยงธุรกิจเข้าด้วยกันเป็น Cluster เพื่อให้ทำงานกันได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็น

ปัจจัยหลักของความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นปัจจัยการออกกฏหมายรีไซเคิลเริ่มจาก Home Appliance Recycle Law (HARL) เมื่อพูดถึงเรื่องรีไซเคิ้ลก็เป็นที่ทราบกันดีกับกฏหมายที่ออกประกาศมาใช้ คือ Home Appliance Recycle Law (HARL) เป็นการออกกฏระเบียบให้ประชาชน จะต้องเสียค่ารีไซเคิลเมื่อซื้อสินค้าในครัวเรือนใหม่ ซึ่งก็นับว่าต้องจ่ายเป็นเงินจำนวนมาก เพื่อจ่ายเมื่อเวลาซื้อสินค้าตัวใหม่ที่ร้าน และร้านก็จะกรอกแบบฟอร์ม ให้นำมาติดไว้ที่เครื่องเก่าและเมื่อนำสิค้าตัวใหม่มาส่งก็มารับสินค้าตัวเก่ากลับไป เพื่อส่งต่อไปยังโรงงานรีไซเคิลต่อไป ในประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการ รีไซเคิลอย่างมาก เพราะประเทศญี่ปุ่นมีทรัพยากรน้อย ต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่ และญี่ปุ่นก็ได้คำนวณดูแล้วว่า หากยังใช้วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงอนาคตต่อไปข้างหน้า ก็จะเห็นว่าวัตถุดิบดังกล่าวก็จะหมดไปในที่สุด และโดย เฉพาะอย่างยิ่งราคาค่าวัตถุดิบก็จะถีบตัวสูงขึ้นมา ญี่ปุ่นจึงได้เริ่มทำการศึกษาวิธีรีไซเคิลโดยมองว่าหากทำได้สำเร็จก็จะได้ส่วนกำไรคืนกลับมาและยังไม่ใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็นไปอีก

5.jpg
จากรูปที่
4 จะเห็นได้ชัดว่า ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะจากโรงงานโดยที่ต้องไปจ้างเขามาจัดเก็บก็จะหลายเป็นค่าใช้จ่ายสูญเปล่าไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่ในขณะที่อีกโรงงานหนึ่งได้ปรับเปลี่ยนนโยบาย เพื่อมาทำการรีไซเคิลทำให้ต้นทุนลดลง และค่ากำจัดก็มาแปลงเป็นค่ารีไซเคิลแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ซึ่งหลายแห่งนึกไม่ถึง ญี่ปุ่นจึงได้พัฒนาระบบการรีไซเคิลมาอย่างเป็นรูปธรรม โดยคิดทั้งระบบตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับกับระบบใหม่นี้ ออกแบบให้ถอดง่ายไม่ยึดสกรูมากนัก เป็นชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ดี นอกจากนี้ยังวางระบบการจัดเก็บ ขนส่ง เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ซื้อเป็นผู้จ่าย ตามหลักการ Polluter Pay Principal (PPP) ส่วนผู้ผลิตก็มีหน้ารับผิดชอบในการออกแบบผลิตสินค้าให้สามารถรีไซเคิ้ลได้และจัดสถานที่รับสิ่งของตามบ้านเรือน บริษัท ห้าง ร้าน แต่สิสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตและควรเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ๆ ก็คือ ทำไมที่ประเทศไทยมีผู้ไปรับซื้อตามบ้าน เช่นรถรับซื้อของเก่า ซาเล้ง ฯลฯ โดยผู้ใช้ หรือผู้ทิ้งเป็นผู้ได้รับเงิน ผู้รีไซเคิลต้องจ่ายเงินเพื่อรับซื้อสินค้าเก่านี้ ซึ่งผิดกับที่ญี่ปุ่น และกลับข้างกันเลยทีเดียว แต่ทำไมคนญี่ปุ่นยอมจ่ายค่าทิ้ง และทำไมไม่มีคนไปรับซื้อถึงบ้าน อย่างเช่น ประเทศไทย ซึ่งเป็นรูปแบบ (Model) ที่น่าคิด การรีไซเคิลทำเพื่อวัตถุประสงค์ของโรงงาน หรือ กลุ่มอุตสาหกรรมคนเองไม่ได้ให้ผู้อื่นทำ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ที่ว่า ผู้ที่จะดำเนินการรีไซเคิลควรจะต้องเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์แต่งตั้งมอบหมาย หรือ ของตนเองโดยตรง หรือกลุ่มตนเอง เพื่อวัตถุประสงค์ของตนเองมิใช่เพื่อนวัตถุประสงค์อื่น เช่นประเทศไทย จนทำให้มีผู้ที่อยู่นอกระบบเป็นจำนวนมาก เพราะสินค้าเก่ามือสองหรือที่รีไซเคิลมาแล้วจะมาขายแข่งหรืออาจมาเป็นอุปสรรคกับการขอยสินค้าใหม่ของบริษัทตนเอง อย่างไรก็ดี การีไซเคิ้ลเป็นปัจจัยหลักที่ประเทศญี่ปุ่นยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และได้แพร่หลายเข้าไปในจิตสำนึกของประชาชนผู้บริโภคทั่วไปแล้วในปัจจุบัน
ปัจจัยภาครัฐญี่ปุ่นให้การสนับสนุนทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่น ซึ่งตามปกติแล้วภาคเอกชนของญี่ปุ่นมีความเข้มแข็งและมักจะนำภาครัฐไปก่อน แต่เมื่อภาคเอกชนได้นำเสนอกิจกรรม หรือนำเสนอภาครัฐ ก็มักจะได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะฐานข้อมูล หรือ เทคโนโลยีสนับสนุน ซึ่งภาครัฐญี่ปุ่นทำได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้เอง ภาครัฐญี่ปุ่น ได้จัดทำฐานข้อมูล เพื่อผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม ถึงแม้ว่าจะมีความยากลำบากเพียงไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ทุนสนับสนุน เพื่อให้ได้มาซึ่งฐานข้อมูล
Life Cycle Assessment (LCA) ซึ่งต้องนำมาใช้ในการวิเคราะห์ ทุกขั้นตอนของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึง ตอนปลายของการใช้งานในชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นๆ นากจากนี้กฏหมายที่ออกมาบังคับใช้ให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หรือ ห้ามมิให้นำเศษซากไปทิ้งตามที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งภาครัฐจะมีความเข้มงวดอย่างมาก ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้น มีความเข้มแข็งและรับนโยบายมาจากส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรม การรณรงค์รักษาสภาพแวดล้อมร่วมกับ NGO (Non Government Organization) และ NPO (Non Profit Organization) ในชุมชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ และมักจะกระทำโดยใช้ระบบสมาชิก หรือ กลุ่มชุมชน ที่มาหารือประชุมร่วมกันเพื่อหาวิธีแก้ไขร่วมกัน มิใช่การออกกฏข้อบังคับมาจากส่วนกลางโดยมิได้คำนึงถึงความรู้สึกหรือสภาพปัญหาที่แท้จริง ดังนั้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะได้รับการตอบสนองดีมาก และภาครัฐท้องถิ่นจะดำเนินการไปตามข้อตกลงซึ่งทำให้ชุมชนพอใจและพร้อมจะให้ความร่วมมือกับเรื่องต่างๆต่อไปอีก แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกับของประเทศไทยก็คือ การจ่ายภาษีที่สูงมาก เพราะ อัตราภาษีของประเทศญี่ปุ่นมีรายละเอียดมากและคนญี่ปุ่นต้องเสียภาษีแยกย่อยเป็นรายละเอียดซึ่งถ้าคิดนับรวมแล้วเกือบ  40-45% ของรายได้เลยทีเดียว

ปัจจัยการปลูกฝังการแยกทิ้งขยะ ซึ่งนับว่าปัจจัยนี้มีความสำคัญและเป็นพื้นฐานของการเริ่มต้นที่ดีกับระบบการรีไซเคิล โดยประเทศญี่ปุ่นเริ่มปลุกฝังแนวคิดการคัดแยกขยะ เริ่มจากภาครัฐที่นำถังขยะสองใบมาแจกจ่ายตามบ้านเรือน ร้านค้า โดยถังจะแยกเป็นขยะทั่วไปเช่นเศษอาหาร หรือ อื่นๆ กับอีกถังหนึ่งคือ ขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ (Recyclable Material) เช่น กระดาษ พลาสติก ปัจจุบันได้เห็นถังที่มีจำนวนมากขึ้นบางแห่งจะมีถึง 4-5 ใบ เลยทีเดียว เนื่องจากจะแยกเป็น แก้ว กระดาษ พลาสติก พืช-ผัก-ผลไม้ และจะมีถังเหล่านี้ให้เห็นตามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ต่างๆ ที่ผู้ซื้อสามารถนำขยะเหล่านี้มาทิ้งได้ ซึ่งทำให้สะดวกสบายต่อการทิ้ง เพราะเมื่อไปช๊อปปิ้ง ซื้อของก็สามารถนำไปทิ้งที่ห้างสรรพสินค้าได้6.jpg
หน้าร้านสะดวกซื้อ และ ที่รับกล่องบรรจุไข่ที่ห้างสรรพสินค้า

ดังนั้นการแยกทิ้งจึงเริ่มแพร่หลายไปอย่างกว้างขวางมากในตอนนี้ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งในส่วนครัวเรือนและที่ทำการสำนักงานต่างๆ แม้ในโรงอาหาร (Cafeteria) ของหน่วยงานก็ยังมีการแยกจาน ช้อน และเศษกระดาษ เศษพลาสติก และเทเศษอาหารลงไปในที่บดซึ่งจะนำไปสู่ ระบบการแปรสภาพไปเป็นปุ๋ย อาหารไก่ ต่อไป7.jpg
* แยกช้อน แก้ว กระดาษ พลาสติก และเทเศษอาหารลงในท่อบดและจานชามไปล้างด้านหลัง

ซึ่งระบบดังกล่าวนี้เป็นระบบหมุนเวียนที่ดีมาก ที่ประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า Close Loop ซึ่งเป็นหลักการหมุน เวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเข้าได้กับหลักการยั่งยืน (Sustainable) ซึ่งทำได้ง่ายและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย สามารถนำเอากลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ซึ่งจะทำให้ประหยัด ลดค่าใช้จ่ายและสามารถนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบบำบัดของเสียจากห้องน้ำหลักจากชำระล้างชักโครกแล้ว ระบบก็จะนำมาผ่านกระบวนการแยกของเสียไป และนำน้ำมาปรับสภาพให้กลับมาใสเพื่อนำกลับมาใส่ในโถชักโครกใหม่ และไม่ต้องใช้น้ำใหม่ทำให้ประหยัดน้ำ
8.jpg
รูปที่ 5 ระบบบำบัดจากห้องน้ำ ซักผ้า ฯลฯ สามารถหมุนเวียนน้ำใสกลับมาใช้ใหม่ แนวคิดใหม่ของญี่ปุ่น
9.jpg
รูปที่
6  ระบบ Close Loop ที่หมุนเวียนระบบน้ำจากเครื่องซักผ้ากลับมาใช้ใหม่ในปัจจุบันก็ได้นำเครื่องที่รับขวดพลาสติกและกระป๋องที่จะทิ้งแบบอัตโนมัติ ติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อรับทิ้งขวด กระป๋องเหล่านี้ โดยจะทำการออกใบรับให้เพื่อไปขึ้นเงิน ไม่ต้องพึ่งพาซาเล้งอีกต่อไป
10.jpg
รูปที่ 7 เครื่องรับคืนขวดพลาสติก และ กระป๋อง เพื่อการรีไซเคิ้ลแบบอัตโนมัติ

ตัวอย่างข้างต้นดังที่ได้กล่าวมานี้เป็น แนวทางการปฎิบัติและแนวคิดของระบบรีไซเคิลของญี่ปุ่น ที่ทุกภาคส่วนได้ปลูกฝังจิตสำนึกมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งหากประเทศไทยสามารถทำได้มากขนาดนี้ คาดว่าเศษเหลือทิ้ง ที่เป็นขยะจะลดลง และสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกอย่างมหาศาล

ปัจจัยการให้การศึกษาในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับประถม มัถยม และอุดมศึกษา โดยประเทศญี่ปุ่นเน้นเรื่องการปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ และ ได้บรรจุหลักสูตรเกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้กับเด็กนักเรียน นักศึกษา โดยนอกจากการให้การศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่เป็นภาคทฤษฎีแล้วยังได้นำเด็ก ไปชมงานแสดงสินค้า ไปดูโรงงานรีไซเคิ้ล โรงงานที่อยู่ใน Eco-Town เพื่อให้เด็กนักเรียน นักศึกษา ได้เข้าใจ ถึงเส้นทางของขยะว่าไปที่ใดบ้าง และผ่านขั้นตอนอย่างไร ดังนั้นในประเทศไทยควรที่จะนำระบบการศึกษา เช่นนี้มาบรรจุในหลักสูตร เพื่อให้เด็ก ได้ตระหนักถึง ความสำคัญของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ที่ดีและเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะสามารถนำความรู้ที่เรียนมา ปรับใช้ได้และเพื่อความยั่งยืนของประเทศในอนาคต ต่อไป


การพัฒนาการของความรับผิดชอบต่อสังคม
(Corporate Social Responsibility – CSR)  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ตอนต้นว่าปัจจุบัน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ได้พัฒนาการมาเชื่อมโยงเป็นระบบใหญ่กว่า ซึ่งระบบ EMS จะเป็นเพียงระบบการจัดการที่ โรงงาน บริษัท หน่วยงาน องค์กร จัดตั้งขึ้น เพื่อปรับตนเองตามนโยบายที่จะใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อประหยัดต้นทุน และเพิ่มภาพลักษณ์ (Corporate Image) ให้แก่หน่วยงานของตน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม EMS ในประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนาการมาจนทำให้ รายงานของบริษัทชั้นนำ เช่น FUJITSU, SONY, PANASONIC, HITACHI ต่างพิมพ์รายงานของตน เพื่อรายงานต่อผู้ถือหุ้น และบุคคลทั่วไป เป็นรายงาน “CSR Report” เพื่อรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม11.jpg
 รูปที่ 8  ตัวอย่าง รายงานของบริษัทฮิตาชิ ปี 2004 เป็น Environmental Report แต่ในปี 2007 เป็น CSR Report .ในรายงานนี้จะรวมถึง นโยบาย วิสัยทัศน์ ด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ดำเนินการในปีที่ผ่านมา การบริหารจัดการที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม (ระบบการจัดการ EMS การให้การอบรม การศึกษาแก่พนักงาน และการประเมินผล) การผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของบริษัท (LCA, ระเบียบ RoHS, ปริมาณพลังงาน, ปริมาณ CO2 ที่ปล่อยออกมา, การบริหารความเสี่ยง, กฏระเบียบภายในประเทศ) ความร่วมมือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตัวแบบของธุรกิจแบบยั่งยืนของบริษัท การช่วยเหลือชุมชน สังคมรอบๆ องค์กร การสร้างความเข้มแข็งของการทำงานให้แก่พนักงาน การพัมนาการด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ฯลฯ เป็นต้น 
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ในประเทศไทย
ในประเทศไทยได้นำเอาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานที่เรียกว่า ISO14000 มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และบริษัทชั้นนำหลายแห่งแล้ว ปัจจุบัน มีบริษัทที่ได้รับใบรับรอง มาตรฐาน ISO14000 รวมทั้งสิ้น 1,443 ราย (ข้อมูลจาก ส... เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550) ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานผู้ผลิตที่เป็นสาขาจากต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นบริษัท Multi-National Corporation (MNC) ที่มีระบบนี้อยู่แล้ว โดยวัตถุประสงค์หลักก็ยังคงเป็นการจัดทำเพื่อให้เข้าตามกำหนดมาตรฐานเพื่อส่งสินค้าไปขายได้เท่านั้น มิได้ทำเพื่อหลักการ ประหยัด เพื่อสังคม และเพื่อลดต้นทุนอย่างแท้จริง ดังนั้นการให้ความสำคัญยังไม่มีมากเท่าที่ควร บุคคลากรที่มาดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรงยังขาดความรู้ความเข้าใจ เพราะยังไม่มีการสอนในโรงเรียนแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเรื่องระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้นจึงยังไม่มีรูปแบบแน่ชัด และยังไม่ได้รับความร่วมมือจากส่วนต่างๆ เท่าที่ควร ที่น่าเป็นห่วงก็คือ บริษัทที่มีขนาดเล็ก หรือ SME จะมองว่าระบบ EMS นี้จะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย และ เป็นเรื่องของต้นทุนที่สูงทำให้ราคาขายหรือค่าบริการจะสูงกว่าคู่แข่ง และปัจจัยที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งของระบบ EMS ในประเทศไทยก็คือ การสนับสนุนจากภาครัฐ ที่จะช่วยเร่งให้ภาคเอกชนมีความกระตือรือล้นในการปรับตนเองและจัดทำระบบ EMS นี้ ทั้งนี้ ในส่วนของกฏหมายที่ภาครัฐต้องเร่งออกกฏหมายออกมาควบคุม จัดการ และสร้างระบบการจ่ายค่าทิ้ง กำจัด ในส่วนของการศึกษา (ปรับหลักสูตรของกระทรวงศึกษาให้มีหลักสูตร EMS บรรจุอยู่) ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะไม่มีกฏกติกา และไม่มีความรู้ ความชำนาญมากเพียงพอ ก็ไม่สามารถจะทำเรื่อง EMS นี้ได้ ดังนั้นหากสรุปปัญหาของการดำเนินการทำระบบ EMS ในประเทศไทยก็เห็นจะพอสรุปได้ดังนี้
1.)    การสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องกฏหมาย และ ระบบการศึกษา
2.)    ความเข้าใจ และ ความกังวล เน้นในด้านจิตวิทยาในการที่จะนำระบบเข้ามาใช้3.)    จิตสำนึกและความตระหนักถึงความสำคัญ รวมถึงทัศนคติที่จะเริ่มนำระบบนี้มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรวม4.)    ยังขาดบุคคลากรผู้ชำนาญการ และขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะมาบริหารแผนกใหม่ที่จะจัดทำระบบ EMS นี้

5.)    ยังไม่มีการอบรม เฉพาะหลักสูตร สำหรับพนักงานเพื่อไปฝึกฝน อบรม เพิ่มเติมได้6.)    ยังขาดการประสานงาน ความร่วมมือ และการเชื่อมโยงในแต่ละภาคส่วน (การมีส่วนร่วมแบบพหุภาคีของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง)

7.)    หลักธรรมาภิบาลโดยเฉพาะความโปร่งใสของภาครัฐ หรือ ผู้ตรวจสอบ (Code Enforcer)8.)    ความมีระเบียบวินัยที่ยังต้องปรับปรุง เคร่งครัดในกฏระเบียบ กติกา มารยาท9.)    หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ (PPP) และหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)10.) แนวคิดเรื่อง 3R และการนำมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นิยมคัดแยกขยะก่อนทิ้ง และมีการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (DfE) 

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นอุปสรรคต่อการนำระบบการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ในประเทศไทย แต่เชื่อว่า หลายบริษัท โดยเฉพาะโรงงานผลิตขนาดใหญ่และที่เป็นบริษัทข้ามชาติ (MNC) ก็คงจะสามารถปรับตัวได้ในอีกไม่ช้านี้ เพราะต้องเข้าสู่การแข่งขันในระดับสากลในอนาคตอันใกล้นี้ เหลือแต่เพียงบริษัทขนาดกลางและเล็กเท่านั้นที่จะต้องเร่งศึกษาหาความรู้และปรับตัวเองให้สามารถทันต่อกระแสโลกได้ การเริ่มต้น EMS ควรทำอย่างไร
ดังที่ได้กล่าวไว้แต่ตอนต้นแล้วว่าการเริ่มต้นนั้นต้องเริ่มมาจากทัศนคติ และแรงจูงใจที่มากเพียงพอ และจะต้องมาจากระดับผู้บริหารเท่านั้นที่ต้องเห็นความสำคัญของการนำระบบนี้มาใช้ โดยจะต้องเริ่มจาก คณะกรรมการบริษัท จะต้องประชุมเพื่อปรับวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และนโยบาย ใหม่โดยเพิ่ม ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมนี้เข้าไปด้วย ดังจะดูได้จากตัวอย่างในรูปแผนผังด้านล่างนี้

12.jpg
รูปที่
9  แบบของการจัดตั้งนโยบายของแผนกจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัทจะต้องจัดตั้งผู้บริหารด้านสิ่งแวดล้อม โดย จัดตั้งคณะกรรมการ ที่กำกับดูแลนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม (Senior Executive Committee for Environmental Policy) และคณะกรรมการกำหับดูแลด้านการปฎิบัติการเพื่องานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Operation Committee) เพื่อควบคุมนโยบาย มหภาค ของบริษัท ในที่นี้หากเป็นบริษัทขนาดเล็กก็ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการ แต่อาจเป็นคณะทำงานกลุ่มย่อยที่มีหัวหน้ากลุ่มทำงาน เป็นผูกำกับดูแลการทำงานด้าน การบริหารจัดการระบบสิ่งแวดล้อม (EMS) จากนั้นก็จะต้องกระจายการบริหารออกไปในส่วนต่างๆ ส่วนผลิตภัณฑ์ การผลิต การกำจัด ผลกระทบต่างๆ และต้องกำหนดนโยบายไปตามทิศทางต่างๆของบริษัท (ดูภาพตัวอย่างนโยบายของบริษัทฮิตาชิ) 13.jpg
รูปที่ 10 ทิศทางนโยบายของบริษัทเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นไปในทิศทางใด ทั้งนี้จะต้องดูความสามารถในการแข่งขันและความสามารถของบริษัทในการดำเนินการด้วย เมื่อได้ทิศทางที่แน่ชัดแล้วก็นำมาวางยุทธศาสตร์ และวางแผนการดำเนินการ เป็น Action Plan เมื่อได้แผน (PLAN) แล้ว ก็ลงมือดำเนินการ (DO) และก็ควรตรวจเช็คและวัดผล ประเมินผล (Check) และปรับแก้ (ACTION) ซึ่งจะเป็นวงจร P-D-C-A ซึ่งเป็นที่ได้รับความนิยมในโรงงานผลิตทั่วไป ผู้บริหารจะต้องเข้มงวดในการดำเนินการตามแผน และต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด ควรมีการเก็บข้อมูลสถิติให้ชัดเจน และจะต้องรายงานผลการดำเนินการให้ผู้บริหารระดับสูงทราบ ถึงความก้าวหน้า และรายงานไปที่ผู้ถือหุ้น เพื่อรับทราบ ควรเริ่มดำเนินการกับสิ่งที่ง่ายใกล้ตัวเช่นนโยบายประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ น้ำ ลดปริมาณขยะ การตรวจวัดผลกระทบกับสภาพแวดล้อม ต่างๆ โดยต้องให้สามารถหาได้เป็นตัวเลข เพื่อตั้งเป็นเป้าหมายในการลดลงของการดำเนินการในครั้งต่อไป นอกจากนี้ควรส่งพนักงานไปฝึกอบรมตามหน่วยงานที่มีหลักสูตรนี้ หรือส่งไปยังต่างประเทศเพื่อรับการอบรม เรียนรู้ภาคทฤษฎี และดูงานตามโรงงานหรือบริษัท เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป14.jpg
รูปที่ 11 ภาพแสดงการนำวิสัยทัศน์มาปรับเป็นแผน และ การตรวจวัดประเมินผล 

สำหรับผู้ที่เริ่มนำระบบ EMS มาใช้ควรค่อยทำในส่วนที่ง่ายๆก่อน และไม่ควรออกแบบรายงานที่ซับซ้อนเกินไป การวัดผลจะต้องดำเนินการโดยแผนกที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มิใช่เพียงแต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับแผนกบริหารสิ่งแวดล้อมเท่านั้น และเมื่อได้ข้อมูลในปีแรกแล้วก็ให้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ดีขึ้นไปอีก พร้อมกับเพิ่มในส่วนอื่นอีก และเพิ่มไปเรื่อยๆ เพื่อให้ครอบคลุมเรื่องราวต่างๆทั้งหมด ในที่สุด            ในส่วนของการวิเคราะห์ ผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงปริมาณการนำเข้าและส่งออกของกระบวนการ หรือกิจกรรมหลักของโรงงาน บริษัท ห้าง ร้าน นั้นๆ และจะต้องแปลงปริมาณกิจกรรมให้เป็นจำนวนเงินที่นับได้เท่านั้นเพื่อจะได้วัดได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจต้องมีสมมุติฐาน เพื่อแปลงเป็นตัวเลขจำนวนเงินได้ง่าย ตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็นดังรูปที่ 12 เป็นการแสดงปริมาณการนำเข้าและส่งออก  ของกระบวนการผลิตของบริษัท ฮิตาชิ ซึ่งได้รวบรวมสรุปกิจกรรมด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแต่ไม่ได้เป็นจำนวนเงิน แต่เป็นปริมาณตรวจวัดจริง ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่อย่างฮิตาชิ มีระบบ มีเครื่องมือที่ทันสมัยและดีพอในการตรวจวัดค่าต่างๆได้ เนื่องจากผู้เขียนต้องการให้บริษัท SME นำระบบนี้มาใช้จึงอยากให้แปลงเป็นจำนวนเงินจะทำให้ตรวจวัดค่าได้ง่ายขึ้น

15.jpg
ภาพที่
12 การตรวจวัดปริมาณการนำเข้า-ส่งออก สำหรับการผลิตหรือกิจกรรมบริษัทโดยใส่ประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าไป บทสรุป              
ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญ และควรศึกษากันอย่างจริงจัง ระบบ EMS จะสามารถช่วยให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถพัฒนาไปเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมได้ในที่สุด หากเริ่มต้นคิดและทำ เริ่มมีทัศนคติในการปรับเปลี่ยนและนำเอาระบบนี้เข้ามาก็จะเตรียมตัวพร้อมรับมือ แรงกดดันจากต่างประเทศที่อาจจะมาเป็นอุปสรรคในการแข่งขันในอนาคต จะควรเตรียมตัวเอาไว้ก่อน ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบการของไทยควรเริ่มง่ายๆก่อนแล้วค่อยพัฒนาต่อไป เพื่ออนาคตของการดำเนินการกิจการที่มั่นคง และเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของไทยให้ยั่งยืน (Sustainable Development) ต่อไป

 



เกาะติดสถาณะการณ์อย่างใกล้ชิด เรื่อง ผลกระทบของ WEEE กับบริบท ของสังคมไทย
สิงหาคม 29, 2007, 4:09 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

authordej.jpg
WEEE คืออะไร ? ? ?
คงยังมีหลายคนที่อาจไม่เคยได้ยินเรื่อง WEEE
ที่ย่อมาจากคำว่า
“Waste Electrical Electronic Equipment”
หรือ เศษซากเหลือใช้จากอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยอยู่มาก และมีหลายหน่วยงานที่กำลังมีการปรับตัวกับเรื่อง WEEE ในขณะนี้ ทั้งที่เป็นประเด็นปัญหาและเป็นโอกาสของธุรกิจในประเทศไทย หากแต่ว่าจะมีมุมมองเรื่อง WEEE นี้อย่างไร แต่ที่แน่ก็คือ WEEE ถือเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ประกาศ ดังนั้นหากมีการเคลื่อนย้ายจึงต้องมีการขออนุญาติก่อน
067006.jpg  
ปัจจุบัน WEEE ในหลายประเทศ เรียกเป็นอีกชื่อหนึ่งว่า e-waste หรือ electronic waste คือเป็น ขยะที่เกิดจากอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกต่างๆ กับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการผลิต-จำหน่าย มีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้อย่างแพร่หลาย อาธิ โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า เป็นต้น ฯลฯเมื่อใช้งานไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว สภาพการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้เริ่มหมดอายุการลง ทำให้เกิดเป็นซากของเครื่องเก่าที่ใช้การไม่ได้ และต้องนำไปทิ้ง ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ แบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉายที่มีขนาดเล็ก ชนิด AA หรือ AAA ที่ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งเมื่อกำลังไฟหมดแล้ว ก็นำไปทิ้งลงถังขยะทั่วไป โดยไม่ได้คำนึงถึงผลร้ายว่า  WEEE เล็กๆนี้จะมีส่วนผสมของสารพิษ ที่เป็น โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท ที่จะไหลลงสู่ระบบนิเวศน์ และเวียนกลับมาสู่คนที่อาจบริโภค หรือ สูดดมอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพพลานามัยต่อประชาชนโดยรวมอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ หลอดไฟฟ้า ที่เมื่อหลอดขาด ก็เปลี่ยนหลอดไฟใหม่ และทิ้งหลอดไฟเก่าลงไปในถังขยะทั่วไป ซึ่งก็จะเกิดผลร้ายเช่นกัน ยังมีอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์อีกหลายอย่างที่เป็นอันตรายหากนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทย ยังไม่มีกฏหมายควบคุม หรือ บังคับไม่ให้ทิ้ง WEEE ปนกับขยะทั่วไป ผิดกับต่างประเทศ ที่จัด WEEE หรือ e-waste นี้เป็น หนึงใน ขยะมีพิษ (Hazardous Waste) ถือเป็นขยะอันตรายชนิดหนึ่ง

มีรายงานของ สหประชาชาติ
(United Nation Environmental Program) เรื่อง BAN Mercury Working Group ที่รายงานผลกระทบจากการกระจายของสารปรอท และโลหะหนัก ไปปนเปื้อนในระบบนิเวศน์ โดยรายงานได้ระบุว่า ปริมาณ สารปรอท ที่ตรวจวัดได้จากปลาทะเล และปลาน้ำจืด ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉลี่ยสูงกว่าปริมาณที่ World Health Organization (WHO) กำหนดว่ามีความปลอดภัย ดังนั้นการบริโภคปลา จะทำให้มีสารปรอทปนเปื้อนและรัปทานเข้าไปเป็นจำนวนเฉลี่ย 40 ถึง 60 ไมโครกรัม ต่อวัน หากสะสมไปเรื่อยๆ ก็ทำให้เป็น มะเร็ง หรือ อาจทำให้เป็นหมันได้ ในรายงานนี้ยังระบุอีกว่า ประชากรของสหรัฐอเมริกา มีอันตรายกับปัญหา สารปรอท ที่จะต้องกลับเข้ามาในระบบนิเวศน์หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารทะเล การไปอุดฟัน (เพราะหมอฟันบางรายยังใช้ Amalgam ที่มีสารปรอท มาอุดฟันคนไข้ จึงทำให้มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายได้ ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ดีว่าทำไมมนุษย์เราถึงเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นโรคร้ายแรงกันมาก โดยไม่ทราบสาเหตุ นั่ยเป็นเพราะได้รับสารปรอท หรือ โลหะหนัก เข้ามาในร่างกายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นปัญหา WEEE หรือ e-waste ก็เช่นกัน เนื่องจาก อุปกรณ์ไฟฟ้า มีสารปรอท หรือ โลหะหนักเหล่านี้เจือปนอยู่ และหากทิ้งลงไปในถังขยะทั่วไป และในที่สุดนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ก็ทำให้สารพิษเหล่านี้ฟุ้งกระจายไปทั่ว ทำให้ไหลเวียนกลับมาสู้ระบบนิเวศน์ของคนในระยะยาว …    **** DOWNLOAD เพื่ออ่านบทความฉบับเต็มรูปแบบคลิกที่นี่ค่ะ




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.