Filed under: สิ่งแวดล้อม

WEEE คืออะไร ? ? ?
คงยังมีหลายคนที่อาจไม่เคยได้ยินเรื่อง WEEE ที่ย่อมาจากคำว่า
“Waste Electrical Electronic Equipment”
หรือ เศษซากเหลือใช้จากอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยอยู่มาก และมีหลายหน่วยงานที่กำลังมีการปรับตัวกับเรื่อง WEEE ในขณะนี้ ทั้งที่เป็นประเด็นปัญหาและเป็นโอกาสของธุรกิจในประเทศไทย หากแต่ว่าจะมีมุมมองเรื่อง WEEE นี้อย่างไร แต่ที่แน่ก็คือ WEEE ถือเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ประกาศ ดังนั้นหากมีการเคลื่อนย้ายจึงต้องมีการขออนุญาติก่อน
ปัจจุบัน WEEE ในหลายประเทศ เรียกเป็นอีกชื่อหนึ่งว่า e-waste หรือ electronic waste คือเป็น ขยะที่เกิดจากอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกต่างๆ กับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการผลิต-จำหน่าย มีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้อย่างแพร่หลาย อาธิ โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า เป็นต้น ฯลฯเมื่อใช้งานไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว สภาพการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้เริ่มหมดอายุการลง ทำให้เกิดเป็นซากของเครื่องเก่าที่ใช้การไม่ได้ และต้องนำไปทิ้ง ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ แบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉายที่มีขนาดเล็ก ชนิด AA หรือ AAA ที่ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งเมื่อกำลังไฟหมดแล้ว ก็นำไปทิ้งลงถังขยะทั่วไป โดยไม่ได้คำนึงถึงผลร้ายว่า WEEE เล็กๆนี้จะมีส่วนผสมของสารพิษ ที่เป็น โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท ที่จะไหลลงสู่ระบบนิเวศน์ และเวียนกลับมาสู่คนที่อาจบริโภค หรือ สูดดมอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพพลานามัยต่อประชาชนโดยรวมอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ หลอดไฟฟ้า ที่เมื่อหลอดขาด ก็เปลี่ยนหลอดไฟใหม่ และทิ้งหลอดไฟเก่าลงไปในถังขยะทั่วไป ซึ่งก็จะเกิดผลร้ายเช่นกัน ยังมีอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์อีกหลายอย่างที่เป็นอันตรายหากนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทย ยังไม่มีกฏหมายควบคุม หรือ บังคับไม่ให้ทิ้ง WEEE ปนกับขยะทั่วไป ผิดกับต่างประเทศ ที่จัด WEEE หรือ e-waste นี้เป็น หนึงใน ขยะมีพิษ (Hazardous Waste) ถือเป็นขยะอันตรายชนิดหนึ่ง
มีรายงานของ สหประชาชาติ (United Nation Environmental Program) เรื่อง BAN Mercury Working Group ที่รายงานผลกระทบจากการกระจายของสารปรอท และโลหะหนัก ไปปนเปื้อนในระบบนิเวศน์ โดยรายงานได้ระบุว่า ปริมาณ สารปรอท ที่ตรวจวัดได้จากปลาทะเล และปลาน้ำจืด ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉลี่ยสูงกว่าปริมาณที่ World Health Organization (WHO) กำหนดว่ามีความปลอดภัย ดังนั้นการบริโภคปลา จะทำให้มีสารปรอทปนเปื้อนและรัปทานเข้าไปเป็นจำนวนเฉลี่ย 40 ถึง 60 ไมโครกรัม ต่อวัน หากสะสมไปเรื่อยๆ ก็ทำให้เป็น มะเร็ง หรือ อาจทำให้เป็นหมันได้ ในรายงานนี้ยังระบุอีกว่า ประชากรของสหรัฐอเมริกา มีอันตรายกับปัญหา สารปรอท ที่จะต้องกลับเข้ามาในระบบนิเวศน์หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารทะเล การไปอุดฟัน (เพราะหมอฟันบางรายยังใช้ Amalgam ที่มีสารปรอท มาอุดฟันคนไข้ จึงทำให้มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายได้ ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ดีว่าทำไมมนุษย์เราถึงเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นโรคร้ายแรงกันมาก โดยไม่ทราบสาเหตุ นั่ยเป็นเพราะได้รับสารปรอท หรือ โลหะหนัก เข้ามาในร่างกายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นปัญหา WEEE หรือ e-waste ก็เช่นกัน เนื่องจาก อุปกรณ์ไฟฟ้า มีสารปรอท หรือ โลหะหนักเหล่านี้เจือปนอยู่ และหากทิ้งลงไปในถังขยะทั่วไป และในที่สุดนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ก็ทำให้สารพิษเหล่านี้ฟุ้งกระจายไปทั่ว ทำให้ไหลเวียนกลับมาสู้ระบบนิเวศน์ของคนในระยะยาว … **** DOWNLOAD เพื่ออ่านบทความฉบับเต็มรูปแบบคลิกที่นี่ค่ะ
9 ความเห็น ห่างไกล
ใส่ความเห็น
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>
Hi, this is a comment.
ความเห็น โดย Mr WordPress สิงหาคม 29, 2007 @ 4:09 amTo delete a comment, just log in, and view the posts’ comments, there you will have the option to edit or delete them.
เนื้อหาน่าสนใจมากค่ะ
ความเห็น โดย ทีมงานไอที สิงหาคม 29, 2007 @ 6:50 amความจริงเรื่องของการสร้างมลพิษในต่างประเทศเขาได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่นมนามแล้ว ในเมืงอไทยเรายังไม่เห็นมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเลย เคยได้ยินว่าสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เคยเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสิ่งแวดล้อม ให้กระทรวงการคลังพิจารณานำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ป่านฉะนี้ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า การจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานที่ว่า ใครก่อมลพิษมากก็จ่ายมาก ใครก่อมลพิษน้อยก็จ่ายน้อย ความจริงภาษีลักษณะนี้ ประเทศไทยเราก็มีการดำเนินการอยู่ เป็นต้นว่า ภาษีเหล้าบุหรี่ หรือที่เราเรียกกันชินปากว่า ภาษีบาป นั้นแหละ ลองตั้งโจทก์ดูนะว่า หากโดยตั้งเป้าว่าภาษีสิ่งแวดล้อมได้สัก ร้อยละ 2 ของการจัดเก็บรายได้รวม ก้อเป็นเงินสักประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง แต่เป็นสัดส่วนที่เปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ที่มีการจัดเก็บภาษีตัวนี้แล้ว โดยรายได้จากภาษีดังกล่าวจะนำไปดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยจะครอบคลุมในเรื่องมลภาวะทุกด้านทั้งทางอากาศ ทางน้ำ รวมไปถึงกรณีอื่นๆ แต่ประเทศไทยเรา ควรที่จะดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อมิให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ประกอบการมากเกินไป ซึ่งจะเป็นแนวคิดด้านบวก มากกว่าด้านลบ เพื่อเสริมแรงจูงใจในการทำดี อาทิ การเก็บภาษีน้อยลงสำหรับโรงงานที่สร้างมลภาวะต่ำกว่ามาตรฐาน ตั้งอยู่บนหลักการว่าผู้สร้างมลภาวะมากต้องมีภาระจ่ายภาษีมาก ขณะที่ผู้สร้างปัญหาน้อยก็จะเสียภาษีถูกลง
ความเห็น โดย ชมรมฟ้าสวย สิงหาคม 29, 2007 @ 7:41 amหอการค้าไทย ควรที่จะผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีสิ่งแวดล้อมฉบับนี้จะมีฐานะเป็นกฎหมายแม่ เพื่อให้กระทรวงการคลังหรือกระทรวง-หน่วยราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม สามารถออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติมได้อีกตามความต้องการของสังคมและนโยบายของรัฐบาล ว่าประสงค์จะลดมลภาวะด้านใด
ในแง่หลักการจึงไม่มีอะไรเป็นประเด็นคัดค้านโต้แย้งเรื่องดังกล่าวได้มีแต่จะต้องสนับสนุนให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดอย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้ตระเตรียมกฎหมายสิ่งแวดล้อมจะต้องคิดเผื่อเอาไว้ด้วยก็คือ ปัญหาในทางปฏิบัติว่าเมื่อบังคับใช้กฎหมายแล้วจะเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใดยกตัวอย่างเช่นกฎหมายบำบัดน้ำเสียในปัจจุบัน ที่บังคับให้โรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่ทุกแห่งจะต้องติดตั้งบ่อบำบัดน้ำเสียเอาไว้นั้น ในความเป็นจริงก็คือแม้จะก่อสร้างตามกฎหมาย แต่กิจการจำนวนมากก็ไม่เคยเปิดระบบการกำจัดน้ำเสีย เพราะทำให้ต้นทุนประกอบการของตนเองเพิ่มขึ้นหรือแม้แต่กรณีความขัดแย้งที่ไม่น่าเป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานราชการด้วยกัน เช่น การประปานครหลวง กับกรุงเทพมหานคร ที่เกิดการผลักภาระค่าจัดเก็บระหว่างกัน จนกระทั่งกฎหมายที่ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วยังไม่สามารถลงมือปฏิบัติหรือจัดเก็บภาษีได้จริงความหวังดีจึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับเพื่อให้แน่ใจด้วยว่าจะได้ผลตามเจตนาจริง
อ่านหัวข้อของชมฟ้าสวยแล้ว ขอแจมด้วยคน (ของขึ้น)
ความเห็น โดย มูลนิธิโลกร้อน สิงหาคม 29, 2007 @ 7:55 amจริง ๆ แล้ว ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Environmental taxation มันมีความหมายว่า การจัดเก็บภาษีที่มีเป้าหมายสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นคุณกับสิ่งแวดล้อม และลงโทษกิจกรรมที่เป็นพิษภัยต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างของภาษีสิ่งแวดล้อม เช่น เก็บภาษีขยะ-ขยะอันตราย-และการปล่อยน้ำเสียของโรงงาน/สถานประกอบการ เก็บภาษีปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อลดการใช้สารเหล่านี้ เก็บภาษีบนพื้นฐานของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง) ให้การเปิดโรงงานมีเงื่อนไขการมัดจำ(ถือพันธบัตรสิ่งแวดล้อม) เนื่องจากกิจกรรมนั้นเกิดความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ (คืออาจจะเกิดผลเสียหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่มีความเสี่ยง) ภาษีบรรจุภัณฑ์เพื่อลดการใช้พลาสติกโฟมหรือกล่องกระดาษเพื่อลดการใช้เกินความจำเป็น (ท้ายที่สุดบรรจุภัณฑ์เหล่านี้กลายเป็นขยะเกลื่อนเมือง เป็นภาระของเทศบาล อบต.อย่างมาก) การออกแบบภาษีสิ่งแวดล้อม ควรต้องดำเนินการในระดับชาติแต่ว่าแบ่งรายได้ให้ท้องถิ่น หมายความว่าการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมต้องวางแผนดำเนินการทั่วประเทศ ไม่ใช่ว่าหน่วยท้องถิ่นใดคิดจะทำก็ทำ หน่วยใดไม่ทำก็ไม่เป็นไร
ภาษีสิ่งแวดล้อมต้องเก็บทั่วประเทศ เพราะว่ามลพิษนั้นมีผลเสียหายข้ามเขต (spillover effects) ได้เช่น น้ำเสียจากแหล่งต้นน้ำมีผลเสียหายต่อปลายน้ำ การใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อเพิ่มปริมาณไนเตรตในแหล่งน้ำทั่วประเทศ ขยะอันตรายถูกนำมาทิ้งข้ามเขต (ข้ามประเทศก็มี) เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วไปผู้เขียนมีโอกาสทำวิจัยร่วมกับหลายสถาบันถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยว่าจะทำได้อย่างไรบ้าง ได้ลงความเห็นกับเพื่อนร่วมทีมว่า ภาษีสิ่งแวดล้อมควรจะจัดเก็บในลักษณะภาษีแบ่ง (shared tax) กล่าวคือ ให้แบ่งกันระหว่างหน่วยราชการส่วนกลางกับท้องถิ่น เช่น 30 : 70 หมายถึงรายได้เข้าแผ่นดินร้อยละ 30 ที่เหลือร้อยละ 70 แบ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่ให้แบ่งรายได้ท้องถิ่นเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่เกิดในท้องถิ่น และการแบ่งรายได้ให้ท้องถิ่นนั้นน่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนมากกว่า เนื่องจากประชาชนจะมองเห็นว่าภาษีที่ให้ความร่วมมือนั้นจะตกเป็นรายได้ของเทศบาลและ อบต.ของเขาเอง และจะได้ประโยชน์กลับคืนมาจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ข้อดีของภาษีสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการเพิ่มพลังการคลังให้แก่ท้องถิ่น ยังมีผลสร้างแรงจูงใจ (incentives) ให้ภาคการผลิตและประชาชนช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คือส่งสัญญาณที่ถูกต้องว่า การปล่อยของเสียนั้นมี “ราคา” ต่อสังคม ให้ประชาชนรู้ว่าการบริโภคและการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์อย่างฟุ่มเฟือยนั้นมี “ราคา” ความเป็นไปได้ของการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ได้มีการศึกษาวิจัยไปแล้วพอสมควรโดยหลายหน่วยงาน และมีตัวอย่างความสำเร็จในหลายประเทศ ดังจะขยายความต่อไป
ขอยกตัวอย่างภาษีสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม
ปริมาณขยะและของเสียที่เป็นภาระของเทศบาล และ อบต. ส่วนหนึ่งมาจากของเหลือใช้จากสินค้าบริโภคที่ใช้ทุกครัวเรือน (consumer wastes) เช่น กล่องกระดาษ กระป๋องพลาสติก ถ่านไฟฉาย หลอดไฟนีออน แบตเตอรีมือถือ ยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง ซากโทรทัศน์ ซากตู้เย็น ซากคอมพิวเตอร์ ฯลฯ หลายชนิดเป็นขยะอันตรายเพราะว่ามีสารโลหะหนักเจือปนอยู่ด้วยวิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นทำนองนี้ ให้เก็บภาษีผลิตภัณฑ์ (product charges) จากแหล่งผลิตหรือแหล่งจำหน่าย ถือเป็นค่าทิ้งขยะไว้ล่วงหน้า คล้ายกับเป็นเงินมัดจำ (deposit) ตัวอย่างเช่นยางรถยนต์ มีภาษีผลิตภัณฑ์เก็บไว้ 100 บาทต่อเส้นรายได้จากภาษีให้เข้าเป็นกองทุนรีไซเคิล(ซึ่งเป็นกองทุนนอกงบประมาณ) บริหารร่วมกันโดยส่วนกลางและตัวแทนของส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน(ลักษณะไตรภาคี)จัดระบบรับซื้อคืน (buy-back guarantee scheme) ของเสีย(ยกตัวอย่างยางรถยนต์เก่า) โดยให้ใช้เงินจากกองทุนรีไซเคิลไปรับซื้อคืนจากหน่วยงานทั่วประเทศ โดยจัดทำเป็นระบบ และจัดแบ่งเงินให้จังหวัดร้านค้าและหน่วยงานภาคประชาชนที่ให้ความร่วมมือ เช่น การรับซื้อคืนยางรถยนต์เก่าในราคา 50 บาทต่อเส้น
ภายใต้ระบบบริหารงานนี้ภาครัฐ(หมายถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จะมีรายได้สุทธิ 50 บาทต่อเส้น ซึ่งจะแบ่งกันในอัตราส่วน 30 : 70 เมื่อพูดถึง 50 บาท/เส้น อาจจะดูว่าเป็นเงินไม่มาก แต่รวมกันแล้วเป็นเงินมูลค่ามหาศาล เพราะว่ายานพาหนะที่ใช้ยางรถยนต์มีจำนวนมาก(มากกว่า 20 ล้านคัน) ปริมาณจำหน่ายยางแต่ละปีมากกว่า 20 ล้านเส้น หมายถึงรายได้เข้ารัฐและท้องถิ่นเป็นมูลค่าหลักพันล้านบาท(จากตัวอย่างยางรถยนต์เพียงอย่างเดียว) กำหนดเงื่อนไขมัดจำสำหรับโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม ให้ถือ “พันธบัตรสิ่งแวดล้อม” เป็นพันธบัตรที่ออกโดยรัฐ แต่มีเงื่อนไขการชำระคืนที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อม หมายความว่า ถ้าโรงงานนั้นทำให้เกิดผลเสียหายต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม รัฐมีสิทธิหักเงินคืนจากพันธบัตร(พันธบัตรนี้ให้ดอกเบี้ยและมีกำหนดเวลาเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป) เงื่อนไขเช่นนี้มีคำศัพท์เรียกว่า performance bond ถ้าไม่เกิดความเสียหายก็ได้รับเงินคืนไปเต็มจำนวน พูดง่ายๆ ระบบนี้คือค่ามัดจำความเสียหาย(เช่นเดียวกับนักศึกษาเมื่อเช่าหอพัก ยังถูกเรียกเก็บค่ามัดจำความเสียหายไว้ล่วงหน้า โรงงานอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกันถึงแม้บอกว่าทำดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ใครจะรู้อนาคตได้ว่าไม่มีความเสี่ยงต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ใช้กับกรณีท่อก๊าซ เป็นต้น) เงินจากพันธบัตรสิ่งแวดล้อม รัฐมอบอำนาจให้ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง (delegation of power) ไปให้กลุ่มประชาคมไปตั้งกองทุนในพื้นที่ และให้ใช้เงินดอกเบี้ยเพื่อช่วยทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้รัฐในการดูแลมาตรการความปลอดภัยของโรงงาน (เช่น ท่อก๊าซ ว่ามีความรั่วไหลหรือไม่ เรือบรรทุกน้ำมันทำน้ำมันหกในทะเลหรือไม่ เป็นต้น)
ระเบียบ WEEE มีวัตถุประสงค์เพื่อวางมาตรการในการป้องกันการเพิ่มปริมาณของซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ความเห็น โดย MISS.WEEE สิงหาคม 30, 2007 @ 3:06 amWEEE ส่งเสริมการนำชิ้นส่วน/วัสดุกลับคืนและการใช้ซ้ำ/การนำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านระบบการรับคืน และการจัดเก็บรวบรวมของผู้ผลิต และเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการกำจัดซาก WEEE ระเบียบนี้พัฒนาขึ้นโดยอาศัยหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต โดยสหภาพยุโรปใช้วิธีกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจัดการเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์และกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำในการ Recovery/Re-use/Recycle และใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการบังคับ ให้ผู้ผลิตหากลยุทธ์ในการจัดการกับซากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด โดยการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการทั้งหมด
ระเบียบนี้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 10 กลุ่ม ที่ผลิตขึ้นทั้งก่อนและหลังจากที่ระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้ และใช้กับแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับไม่เกิน 1000 โวลท์ ประเภทของผลิตภัณฑ์ทั้ง 10 กลุ่มที่จัดเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สรุปได้ดังนี้
- เครื่องใช้ขนาดใหญ่ที่ใช้ในครัวเรือน
- เครื่องใช้ขนาดเล็กที่ใช้ในครัวเรือน
-อุปกรณ์โทรคมนาคม
-อุปกรณ์ให้แสงสว่าง
-เครื่องมือไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
-ของเล่นเด็ก (Toys) เครื่องเล่นเพื่อความบันเทิงและเครื่องกีฬา
-เครื่องมือวัดหรือควบคุมต่าง ๆ
-อุปกรณ์ขายของอัตโนมัติ
ประเด็นสำคัญของระเบียบ WEEE ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไทยสรุปได้ดังนี้
1.ผู้ผลิต ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ผลิตสินค้าและผู้นำเข้าสินค้าใน EU ต้องรับคืนซากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่หมดอายุการใช้งานแล้ว โดยไม่คิดมูลค่า ไม่ว่าสินค้าดังกล่าวจะถูกจำหน่ายโดยวิธีใด (รวมถึงการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ท หรือ e-commerce)
2.EU กำหนดเป้าหมายขั้นต่ำของการ Recovery และการใช้ซ้ำ/การนำกลับมาใช้ใหม่ ดังตารางที่ 1 ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ผู้ผลิตต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีขีดความสามารถจัดการกับผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ที่กำหนดนี้
3.EU กำหนดให้ผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นในการจัดการซากผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การเก็บรวบรวม(Collection) การนำทรัพยากรกลับคืน (Recovery) การปรับสภาพ การใช้ซ้ำ/การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการกำจัดเศษเหลือทิ้ง โดยอย่างน้อยกระบวนการจัดการดังกล่าว จะต้องประกอบด้วยขั้นตอนต่อไป
3.1 แยกชิ้นส่วนหรือวัตถุ ที่มีสารต่อไปนี้จากซากผลิตภัณฑ์ฯ เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง (การกำจัดต้องเป็ นไปตาม EU Directive 75/442/EEC: Article 4)
ความเห็น โดย MISS.WEEE สิงหาคม 30, 2007 @ 3:09 am•ตัวเก็บประจุที่มีสาร โพลิคลอริเนท-ไบฟินิล (Polychlorinated biphenyl (PCB)
•ชิ้นส่วนที่มีสารปรอท
•แบตเตอรี่
•แผงวงจรไฟฟ้า (Printed circuit boards)
•ตลับหมึกพิมพ์ ทั้งที่เป็นหมึกเหลว หมึกหลอด (Pasty) รวมทั้งหมึกสี
•พลาสติกที่มี สารโบรมีน เป็นองค์ประกอบ เพื่อหน่วงการติดไฟ
•ของเสียจาก แอสเบสตอส
•หลอดภาพ (Cathode ray tube)
•สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (สาร CFC), สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (สาร HCFC), สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (สาร HFC)
•หลอด Gas discharge lamps
•จอ LCD ที่มีพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเซนติเมตร และจอชนิดที่ใช้ back light ชนิด gas discharge lamps
•สายไฟฟ้าภายนอก (External Electric Cables)
•ชิ้นส่วนที่มีceramic fibers ตามที่ระบุใน EU Directive 67/69/EU
•ชิ้นส่วนที่มี สารกัมมันตภาพรังสี
•ตัวเก็บประจุชนิด Electrolyte ที่มีสารที่น่าเป็นห่วงที่มีขนาดสูงกว่า 25 มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า 25 มิลลิเมตร หรือที่มีปริมาตรระดับเดียวกัน
3.2 แยกชิ้นส่วนต่อไปนี้จากซากผลิตภัณฑ์ฯ เพื่อทำการกำจัดตามที่ระบุ
•หลอดภาพ (Cathode ray tube) : ต้องแยกสารเรืองแสงที่เคลือบอยู่ออก
•อุปกรณ์ที่มีสารทำลายชั้นโอโซน หรือมี Global Warming Potential (GWP) สูงกว่า 15 เช่น สารที่มีอยู่ในโฟมและวงจรทำความเย็น
i. ต้องแยกแก๊สออกและทำลายอย่างเหมาะสม
ii. แก๊สที่ทำลายชั้นโอโซน ต้องได้รับการบำบัดตามกฎ EC No. 2037/2000 วันที่ 29 มิ.ย. 2543
เรื่องสารที่ทำลายชั้นโอโซน
•Gas discharge lamps : แยกสารปรอทออก
3.3 ผู้ดำเนินการ จัดการซากผลิตภัณฑ์ และสถานที่จัดการต้องมีใบอนุญาตและต้องถูกตรวจสอบทุกปี
4. ตั้งแต่วันที่13 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไป ผู้ผลิตต้องออกค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ การบำบัด การนำทรัพยากรกลับคืน
สำหรับซากสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือน และหลังจากวันที่กำหนดนี้ การจะนำสินค้าเข้าสู่ตลาดในประเทศสมาชิกได้ ผู้ผลิตต้องแสดงหลักฐานเพื่อประกันการจัดการซากผลิตภัณฑ์ การประกันการจัดการซากผลิตภัณฑ์ฯ อาจเป็นในรูป การประกันการรีไซเคิล (Recycling insurance) หรือ เงินค้ำประกันก็ได้ (Blocked bank account) กรณีสินค้าที่นำเข้าสู่ตลาดก่อนวันที่ 13 สิงหาคม 2548 (Historical waste) ให้ผู้ผลิตที่อยู่ในตลาดในขณะที่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ร่วมกันรับผิดชอบ ตามสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น อาจคิดตามส่วนแบ่งตลาด
5.ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลต่อไปนี้
5.1 ขั้นตอนการดำเนินการเมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุ แก่ผู้ใช้
5.2 วิธีการแยกชิ้นส่วนและข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสารอันตรายที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ แก่ผู้ทำการรีไซเคิล
5.3 ข้อมูล ยอดขาย ยอดการเก็บคืน และยอดการนำกลับมาใช้ใหม่ แก่รัฐบาล
WEEE ใกล้ตัวเรา
ความเห็น โดย กลุ่มพลังงาน สิงหาคม 30, 2007 @ 3:22 amซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า WEEE เป็นซากเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ ซึ่งใช้กระแสไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งาน หรือล้าสมัย ซึ่งแบ่งเป็น 10 ประเภท ได้แก่
• เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เช่น เครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ฯลฯ
• เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือนขนาดใหญ่ เช่น ตู้เย็น เครื่องทำความเย็น เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน ฯลฯ
• เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือนขนาดเล็ก เช่น เครื่องดูดฝุ่น เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง มีดโกนไฟฟ้า ฯลฯ
• อุปกรณ์ IT เช่น คอมพิวเตอร์ เมนเฟรม โน้ตบุค เครื่องสแกนภาพ เครื่องโทรสาร/โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ
• เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เช่น วิทยุ โทรทัศน์ กล้อง และเครื่องบันทึกวีดีโอ เครื่องดนตรีที่ใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
• อุปกรณ์ให้แสงสว่าง เช่น หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ หลอดโซเดียม ฯลฯ
• ระบบอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์
• เครื่องมือวัดหรือควบคุมต่างๆ เช่น เครื่องจับควัน เครื่องควบคุมอุณหภูมิ ฯลฯ
• ของเล่น เช่น เกมส์บอยส์ ของเล่นที่ใช้ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ
• เครื่องมือไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สว่าน เลื่อยไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ
ต้องทำเป็นรูปธรรม เขียนอย่างเดียวช่วยอะไรไม่ได้มาก และต้องทำได้จริง และควรลงมือทำเลย
ความเห็น โดย J ธันวาคม 22, 2007 @ 3:00 pmแวะมาอ่าน…ตาลายเลยค่ะ…
ความเห็น โดย เหน่ง อีซูซุ ตุลาคม 1, 2009 @ 3:17 pm