Natural Resources and Environment Committee’s Weblog


ปัญหาสิ่งแวดล้อมพื้นที่มาบตาพุด
มกราคม 7, 2008, 6:47 am
Filed under: สิ่งแวดล้อม

sman_author.jpg

พื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง และ ท่าเรือ 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  นิคมอุตสาหกรรมผาแดง  นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย  นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก  นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเรียกโดยรวมว่า มาบตาพุดคอมเพล็กซ์นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นนิคมอุตสาหกรรมแรกในพื้นที่นี้ จัดตั้งขึ้นตามนโยบายรัฐบาลเพื่อพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เพื่อเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ที่จะผลิตสินค้าอุปโภคต่าง ๆ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจะเปิดกิจการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขที่แนบท้ายกับ EIA

1. การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้1.1 การจัดการด้านอากาศ  : กำกับดูแลให้โรงงานในนิคมฯ ปฏิบัติตามมาตรการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

                   -    คุณภาพอากาศในบรรยากาศ  (Ambient) :          
โรงงานจะทำการตรวจวัดและรายงานผลปีละ 2 ครั้ง  ระดับนิคมฯจะตรวจวัดและรายงานผลปีละ
2 ครั้ง โดยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ 4 สถานี รอบนิคมฯ ส่งข้อมูลมายังสำนักงานนิคมฯ และเป็นสถานีของกรมควบคุมมลพิษอีก 2 สถานี และบริษัท บีแอลซีพี พาวเวอร์ จำกัด อีก 4 สถานี รวมเป็นทั้งหมด 10 สถานี  ที่ผ่านมาพบว่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นกรณีที่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติหรืออุบัติเหตุ ซึ่งกรณีที่มีค่าเกินมาตรฐานโรงงานจะต้องตรวจสอบค่าการระบายจากปล่องเพื่อหาแหล่งก่อเกิดและเข้าทำการตรวจสอบแก้ไขโดยทันที
     -   คุณภาพอากาศจากปล่องระบายอากาศ (Stack Emission) :      
โรงงานทำการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง (CEMS: Continuous Emission Monitoring Systems) ที่ปล่องระบายตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 30 โรงงาน ซึ่งข้อมูลจะ online มายังศูนย์รับข้อมูลของสำนักงานนิคมฯ (อยู่ระหว่างพัฒนาระบบ) และโรงงานต้องติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (stack sampling)  อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

     -   สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs: Volatile Organic Compound)        
สารอินทรีย์ระเหยง่ายคือ สารประกอบทางเคมีที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักประกอบกับสารไฮโดรเจน ออกซิเจนและสารประกอบอื่นๆ ในกลุ่มอะโรเมติก อะลิฟาติก เป็นต้น มีคุณสมบัติระเหยกลายเป็นไอง่าย บางประเภทมีผลต่อร่างกายหากได้รับปริมาณมากหรือสะสมเป็นเวลานาน กนอ. ได้มีการติดตามตรวจวัดสาร
VOCs ในบรรยากาศ ตั้งแต่ปี 2541 โดยเปรียบเทียบค่ามาตรฐานในต่างประเทศ เนื่องจากขณะนั้นจะยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานใช้อ้างอิงในประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับ JICA ทำการ ศึกษามาตรฐาน VOCs ในประเทศไทย โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ประกาศกำหนดค่ามาตรฐานสารอินทรีย์ระเหยในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี จำนวน 9 ชนิด เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2550 และจะมีการพิจารณากำหนดมาตรฐานควบคุมการรั่วซึมหรือแพร่กระจายของ VOCs ของโรงงานอุตสาหกรรมเคมี โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และโรงแยกก๊าซต่อไปกนอ. ได้ร่วมกับโรงงานจัดทำแผน/ผลการดำเนินงานปรับลดสาร VOCs ทั้งในระดับโรงงานและระดับนิคมฯการดำเนินงานในระดับโรงงานจะแบ่งเป็น 3 ระดับคือ-        ระยะสั้น     โรงงานทำ self audit และแผนการปรับปรุงแก้ไขจุดที่มีโอกาสรั่วซึมของสาร VOCs-        ระยะกลาง  จัดทำ Inventory เพื่อทราบข้อมูลชนิด ปริมาณ และแหล่งกำเนิดสาร VOCs โดยหารือทำความชัดเจนในส่วนคู่มือ/หลักเกณฑ์การดำเนินงานกับกรมควบคุมมลพิษ ทำ benchmarking กับโรงงานที่อยู่ในระดับมาตรฐานโลก พัฒนาความพร้อมและศักยภาพห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สาร VOCs  ในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาปัญหาสุขภาพเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะชุมชน-        ระยะยาว    โรงงานจะทำการควบคุมที่แหล่งกำเนิด โดยใช้หลักการ preventive maintenance การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานระดับนิคมฯ-        กนอ. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากำหนดแนวทาง/มาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสารอินทรีย์ระเหยในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด เมือวันที่ 28 มิถุนายน 2549 เพื่อเป็นกลไกในการประสานความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

-        ผุ้ประกอบการจัดทำ self Audit และแผนการปรับปรุงแก้ไขจุดที่มีโอกาสเกิดการระเหย/รั่วไหลของสาร VOCs แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2549

-        กนอ. มีการประสานงานเพื่อทำความชัดเจนในเรื่องแนวทางการดำเนินงานและวิธีการตรวจวัด VOCs ในอากาศ โดยมีการประชุมหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด

-        ดำเนินการตรวจวัดสาร VOCs ภายในโรงงาน และบรรยากาศตั้งแต่เดือนมกราคม 2550

-        จัดทำแผน Inspection กรณีผลการตรวจวัด VOCs ไม่ลดลง

-        กนอ. มีการประเมินผล และสรุปผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงาน

-        ทุกโรงงานจาก 38 กลุ่มบริษัททำการปรับปรุงแก้ไขจุดที่สามารถดำเนินการได้ทันที

-        ทำการตรวจวัดที่แหล่งกำเนิดในรูป Total VOCs สำหรับโรงงานที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือ

-        ประเมินความสอดคล้องของ Total VOCs เทียบกับค่า Emission control criteria ของกรมควบคุมมลพิษ หรือ US.EPA.

-        โรงงานที่ตรวจวัดแล้วพบว่ามีค่าต่ำกว่า Emission control criteria ของกรมควบคุมมลพิษ หรือ US.EPA. แล้วยังคงให้ความร่วมมือในการปรับลดค่าให้ต่ำลงอีก

-        ในบางจุดสามารถลดค่าความเข้มข้นของสาร VOCs ที่ระบายออกจนมีค่าเท่ากับศูนย์กนอ. ได้จัดจ้างมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทยทำการศึกษาโครงการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการสาร ประกอบอินทรีย์ระเหยในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง และจัดจ้างบริษัทเอกชนที่มีความพร้อมเข้าตรวจ วัดสาร VOCs ในบรรยากาศ 19 จุด วิเคราะห์แยกสารจำนวน 20 พารามิเตอร์ ปีละ 3 ครั้ง นอกจากนี้ กนอ. ยังร่วมกับผู้ประกอบการเตรียมจัดจ้างหน่วยงานที่มีความเป็นกลางมาตรวจวัดซ้ำ เพื่อให้ผลการตรวจวัดมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ      1.2         การจัดการด้านคุณภาพน้ำทิ้ง             
การบำบัด
                           

-    โรงงานขนาดใหญ่ กำหนดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบสมบูรณ์ของตนเอง น้ำทิ้งที่ผ่านระบบบำบัดและปล่อยออกนอกโรงงานจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยราชการกำหนด                           

-    โรงงานขนาดย่อมในพื้นที่จำนวน 6 โรงงาน จะมีระบบบำบัดขั้นต้น (Pre-treatment) บำบัดน้ำให้เป็นตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางของ กนอ. เพื่อบำบัดให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยราชการกำหนด     

การติดตามตรวจสอบ   
-    คุณภาพน้ำทิ้งในคลองระบายน้ำทิ้ง และในลำรางในพื้นที่นิคมฯมาบตาพุด
ดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงิ่อนไขรายงาน EIA  ทำการเก็บตัวอย่างวิเคราะห์โดย Third Party ปีละ 3 ครั้ง  และปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทิ้งนิคมฯมาบตาพุด โดยตรวจวัดเพิ่มเติมในพื้นที่ 7 จุดและ คุณภาพน้ำชายฝั่ง 3 จุด 2 เดือนต่อครั้ง และเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งในพื้นที่ทุกเดือน

-          คุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดส่วนกลาง             
เก็บตัวอย่างและวิเคราะห์โดยบริษัทที่ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียของ กนอ.  และ
Third party ตามเงื่อนไข EIA และตามเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจเดือนละ 2 ครั้ง      

1.3   การจัดการด้านของเสีย             
กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต การนำกากอุตสาหกรรมออกนอกโรงาน โดยกรมโรงงานจะนำข้อมูลเข้าระบบอิเล็กทรอนิคส์และมอบรหัสผ่านให้ กนอ.และเจ้าหน้าที่สำนักงานนิคมฯ ใช้ในการกำกับดูแลโรงงาน
      ในภาพรวม กนอ.สรุปรายงานเกี่ยวกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมนิคมฯมาบตาพุด ได้แก่ ราย งานคุณภาพอากาศจากสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ และรายงานคุณภาพน้ำตามแผนเฝ้าระวัง รายงานต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดระยองเป็นประจำทุกเดือน และ กนอ.จะเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้มากขึ้น2. การดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุด      
กนอ.ได้วางรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างสมบูรณ์แบบและเป็นระบบ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบการปล่อยมลพิษของโรงงานในนิคมฯมาบตาพุดพบว่ายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะมีการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไข
EIA มาโดยตลอด ซึ่งโรงงานในนิคมฯมาบ-ตาพุดส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 14000-14001

ดังนั้นจึงเน้นการกำกับดูแลในเรื่องกระบวนการผลิตที่ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดเพราะจะต้องผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานโลกจากความร่วมมือของภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการ นำไปสู่การแก้ไขในมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

1. การดำเนินงานตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 ประกอบด้วย                        1.1           จัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาความสัมพันธ์ด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนกับปริมาณสารมลพิษทางอากาศ จ.ระยอง โดยมี ศ.ปริญญา  นุตาลัย เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ

1.2     จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและกำหนดการพัฒนาในพื้นที่มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ (ปัจจุบันรัฐมนตรีว่า การกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานคณะอนุกรรมการ)

1.3     การจัดหาอุปกรณ์ ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาระดับสูง (RADAR/RASS) โดย กนอ. เป็นผู้จัดหาในวงเงิน 20 ล้านบาท เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและการคำนวณศักยภาพ การรองรับมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.  จากการประชุมหารือระหว่าง กนอ. ปลัดกระทรวงพลังงานและผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550  ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกรายในการจัดทำแผนปฏิบัติการลดมลพิษทั้งระบบและดำเนินการลดการปล่อยมลพิษให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัดระยอง และคณะกรรมการ กนอ. มีมติอนุมัติงบประมาณ 20 ล้านบาท เป็นเงินประเดิมกองทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน และเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมสนับสนุนกองทุนดังกล่าว โดยหน่วยงานท้องถิ่นจะร่วมกับผู้แทนชุมชนเป็นผู้บริหารกองทุน

3.  การพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และคณะผู้แทนชุมชน 25 ชุมชน เพื่อให้มีการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของลูกหลานในชุมชนโดยรอบ  การประสานงานในเรื่องปัจจัยพื้นฐานกับหน่วยงานต่าง ๆ และการจัดตั้งกองทุน 25 ชุมชน

4.  การตรวจเยี่ยมพื้นที่อุตสาหกรรมของนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายปิยะบุตร  ชลวิจารณ์ และคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ

5.  การจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่ จังหวัดระยอง ร่วมกันระหว่างผู้แทนหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ ชุมชน 25 แห่ง และเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกปัจจุบันผู้ประกอบการได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษระยะต่าง ๆ ประกอบด้วยการจัดการปัญหาสารอินทรีย์ระเหย (VOCs)  การปรับลดการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  การปรับลดปริมาณขยะ/กากของเสีย และปริมาณน้ำทิ้งอุตสาหกรรมที่ระบายออกจากโรงงาน และรายงานผลการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทุกสัปดาห์ รายงานสรุปผลการดำเนินงานแต่ละสัปดาห์
สามารถดูได้ที่
www.ieat.go.th


1 ความเห็น ห่างไกล
ใส่ความเห็น

ข้อมูลที่นำมาลงทำให้ผมได้รับทราบข้อมูลอีกด้านครับ จากที่เคยได้รู้เฉพาะในหน้าหนังสือพิมพ์ กับ ทีวี ครับ

ความเห็น โดย รักชาติ




ใส่ความเห็น
Line and paragraph breaks automatic, e-mail address never displayed, HTML allowed: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>