Filed under: สิ่งแวดล้อม
โดยพงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ปฐม ชัยพฤกษทล
และเพ็ญลักษณ์ เทศสุวรรณ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
การเพิ่มขึ้นของประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ผ่านมาของประเทศไทยก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างมาก หนทางที่จะนำไปสู่อนาคตที่ปลอดภัยและมั่นคงได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล อนุรักษ์และจัดการใช้ทรัพยากรของโลกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ตลอดจนจัดการและคุ้มครองระบบนิเวศให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
จากการประชุมโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ในปี 2002 ประชาคมโลกเห็นชอบร่วมกันกับกรอบดำเนินการ 10 ปี ในการปรับกระบวนทัศน์และปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภคไปสู่ความยั่งยืนทั้งในระดับประเทศ ระดับพื้นภาค และระดับสากล ภายใต้การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการสร้างกลไกส่งเสริม และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้องค์กรต่างๆ มีนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการแจ้งข้อมูลข่าวสารทางด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะได้เลือกบริโภคตามความต้องการ
ฉลากเขียวและโครงการฉลากเขียว
ฉลากเขียว เป็นฉลากที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ในส่วนผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายจะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไรเนื่องจากมีการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากขึ้น ผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ต้องแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือบริการของตน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ประเทศไทยมีโครงการฉลากเขียวซึ่งเป็นโครงการระดับชาติ ในปี 2536
ซึ่งได้ริเริ่มมาจากแนวคิดของคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย และนำมาเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ อนุมัติให้ฉลากแก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพและสิ่งแวดล้อมที่คณะอนุกรรมการเทคนิคได้กำหนดไว้
ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวจำหน่ายในท้องตลาดจำนวน 161 เครื่องหมายการค้า/รุ่น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ 20 กลุ่ม ได้แก่ ตู้เย็น สีทาบ้าน สุขภัณฑ์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เครื่องปรับอากาศ กระดาษบรรจุภัณฑ์ สารซักฟอก ก๊อกน้ำและอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ฉนวนกันความร้อน ฉนวนยาง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ยางพารา เครื่องเรือนเหล็ก เครื่องถ่ายเอกสาร สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถ้วยชาม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว สบู่ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด
อย่างไรก็ตาม ฉลากเขียวยังไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากประชาชนไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการจัดซื้อกับการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการส่งเสริมให้องค์กรขนาดใหญ่ ได้แก่ ภาครัฐ และภาคเอกชน มีการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะสร้างอุปสงค์สีเขียว (Green Demand) และตลาดสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย
การดำเนินการด้านการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ
จากการที่ภาครัฐเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของประเทศ ประเทศไทยมีงบประมาณที่ใช้ในการบริหารประเทศแต่ละปีประมาณ 1 ล้านล้านบาท ร้อยละ 70 เป็นค่าใช้จ่ายคงที่สำหรับงบประมาณในการบริหารประเทศ เช่น เงินเดือน และส่วนหนึ่งเป็นงบที่ใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง ประมาณ 2 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5 (ข้อมูลของกรมบัญชีกลาง, 2547) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) (ไม่รวมโครงการเงินกู้และสัมปทานของรัฐทั้งหมด)
ดังนั้นการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐ จึงเป็นมาตรการเชิงรุกของภาครัฐ เพื่อต้องการให้เกิดตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green market) โดยการเพิ่มอุปสงค์ (Demand-side) ในประเทศ การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นจากการที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอให้ภาครัฐมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ผ่านคณะกรรมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเดือนกันยายน 2547 และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในเดือนพฤศจิกายน 2547 และได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยให้สนับสนุนสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในการวิจัยเพื่อพัฒนากลไกการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ โดยเริ่มโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2547 ถึงกันยายน 2548
จากนั้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้นำนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวบรรจุอยู่ในแผนบริหารราชการแผ่นดินยุทธศาสตร์ที่ 4 นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้รัฐเป็นผู้นำในการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในช่วงปี 2548 ถึง 2551 และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผน ในปี 2550 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 กำหนดให้มียุทธศาสตร์การสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐเป็นผู้นำในการบริโภค ตลอดจนปรับปรุงกฎ ระเบียบ วิธีการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้สามารถรองรับสินค้าดังกล่าว รวมทั้งกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน กลไกการตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก พัฒนาและจัดทำฐานข้อมูลสินค้าฉลากเขียว/สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กำหนดและให้รางวัลกับหน่วยงานที่เป็นองค์กรสีเขียวของภาครัฐตลอดจนส่งเสริมการจัดซื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในองค์กรเอกชนผ่านห่วงโซ่อุปทานสีเขียวหรือการจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านคู่ค้าทางธุรกิจ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายผู้บริโภคเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือในการพิทักษ์สิทธิและเฝ้าระวัง โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก เรื่อง การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกลไกการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมนำร่องการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2548 โดยมีผลบังคับใช้ภายในกรมควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ (พ.ศ. 2551-2554) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 และนำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อขยายผลให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ดำเนินการ ตามเป้าหมายดังนี้
1.ให้หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่าดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและ บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 50 75 และ 100 ตามลำดับ
2. ให้หน่วยงานดังกล่าวกำหนดเป้าหมายปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการแต่ละประเภทที่ได้กำหนดเกณฑ์ข้อกำหนดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้แล้วในแต่ละปีงบประมาณ ดังนี้ ปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 คิดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 30 40 และ 60 ของสินค้าและบริการแต่ละประเภทที่ได้กำหนดเกณฑ์ข้อกำหนดตามลำดับ 3. ให้ทุกหน่วยงานราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในรอบ 6 เดือน ของปีงบประมาณไปยังกรมควบคุมมลพิษ และให้กรมควบคุมมลพิษ จัดทำรายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐรายปี และนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแผนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐ และ (ร่าง) แผนการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ปี พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2554
การดำเนินการด้านการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาคเอกชน
สำหรับสถานการณ์การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับองค์กรของภาคเอกชน พบว่า มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ร้อยละ 90 ของภาคการผลิตยังคงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และยังไม่มีการดำเนินมาตรการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบอย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กรด้วย อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดใหญ่ได้นำประเด็นทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมมาใช้ในข้อตกลงระหว่างคู่ค้าหรือห่วงโซ่อุปทาน (Greening the Supply Chains) เช่น ระเบียบข้อบังคับ WEEE และ RoHS ของกลุ่มสหภาพยุโรป ตลอดจนนำนโยบายในการจัดซื้อหรือกำหนดคุณลักษณะของวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในภาพรวม
No Comments Yet ห่างไกล
ใส่ความเห็น
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>