Filed under: สิ่งแวดล้อม
รายงานการเข้าร่วมการประชุมหารือในระดับโลก และ ร่วมแสดงความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ – อุตสาหกรรม จัดโดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ฝ่ายเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และ เทคโนโลยี) ร่วมกับ หอการค้านานาชาติ
Topic: Business & Industry Global Dialogue 2008 UNEP Annual Consultative Meeting organized by UNEP Division of Technology, Industry, & Economics – DTIE
เรื่อง: การแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับอุตสาหกรรม โดย ใช้หลักแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิต (Climate Change and Industry – A dialogue on Sectoral Approach) และ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production)
ห้องประชุมใหญ่ ของ หอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce: ICC) ณ. กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่าง วันที่ 23-24 ตุลาคม 2551 โดย หอการค้าไทย ได้ส่งผู้แทนจากคณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (ดร. เดช เฉิดสุวรรณรักษ์) เข้าร่วมประชุม ตามคำเชิญของ Dr. Cornelis Theunis Van der Lugt
รูปแบบการประชุม
การประชุมจัดให้มีขึ้นเป็นเวลา 2 วัน แบ่งออกเป็น วันแรกหารือเรื่องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับอุตสาหกรรมใช้หลักแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซโดยยึดจากภาคการผลิต (Climate Change and Industry – A dialogue on Sectoral Approach) และ วันที่สองหารือเรื่อง การคำนึงถึงใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภค และ การผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production) โดย รูปแบบการประชุมใช้วิธี เชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน (ทั้งขนาดเล็ก-ใหญ่) ภาคผู้ผลิต-อุตสาหกรรม หอการค้า กลุ่ม NGO และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders) ฯลฯ จากนานาประเทศ ขึ้นมาแสดงความคิดเห็น อภิปราย-ตอบคำถาม และบรรยายสรุป ในรูปแบบ การใช้คณะผู้อภิปราย ครั้งละ 4-5 คน (Panel Discussion) ในแต่ละหัวข้อและประเด็นตำถามที่ตั้งขึ้นมาโดย ผู้นำการอภิปราย (Moderator) ในแต่ละหัวข้อนั้นๆ มีผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประมาณ 200 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก ภาคส่วนต่างๆ จากนานาประเทศที่ได้รับเชิญมากว่า 90 ประเทศ ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้รับเชิญให้เป็นผู้หนึ่งในคณะผู้อภิปราย (Panelist) ในวันที่สอง ภายใต้หัวข้อ “การคำนึงถึงใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภค และ การผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production)” และผู้แทนของหอการค้ายังได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อแสดงความคิดเห็นในประเด็นปัญหา ที่คณะผู้จัดการประชุมตั้งคำถามขึ้นเพื่อรับทราบความเห็นจากผู้เข้าร่วมในครั้งนี้ (Break-out Group Discussion) ทั้งสองวัน
ซึ่งในการนี้ ผู้แทนของหอการค้าไทย ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมตัว และ ความพร้อมของประเทศไทยกับการมีส่วนร่วมในการลดก๊าซตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองจัดอยู่ในกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex 1) ใน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC : United Nation Framework on Climate Change) ซึ่งไม่มีพันธกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามระยะที่กำหนด แต่ก็จะมีพันธกิจในการดำเนินการต่างๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทย ได้เลือกใช้ทางเลือกที่เรียกว่า “กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanisms : CDM)” และ “กลไกการซื้อ-ขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading : ET)” เป็นกลไกเพื่อความยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต (Flexibility Mechanisms) เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศภาคีสมาชิกในการแก้ไขปัญหานี้ โดยได้จัดตั้งหน่วยงานหลักขึ้นมาดูแลหลายหน่วยงาน อาธิ “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก : อบก (Thailand Greenhouse Gas Management Organization : TGO a public organization)” http://www.tgo.or.th/ ซึ่งถือเป็นองค์การมหาชน และ นอกจากนี้ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้สนับสนุนให้มี “โครงการพัฒนาความรู้ และ ยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อม” (MEAs: Multilaterals Environmental Agreement Intelligence Unit) http://www.measwatch.org/ เพื่อการศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และนำผลการ ศึกษาไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและด้านการค้าของไทยเพื่อติดตามสถานการณ์ ความเคลื่อนไหวและวิเคราะห์แนวโน้มของการกำหนดกฎกติกา มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การเจรจาในเวทีระหว่างประเทศด้านการค้าและด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเวทีการสังเคราะห์ความรู้ และการกำหนดจุดยืน นโยบายของไทยในการเจรจาด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจ ความตื่นตัวแก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปในประเด็นด้านกฎระเบียบด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆของโครงการ MEAs Intelligence Unit นี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานด้านวิชาการ อาธิ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์โลหะและวัสดุจากหน่วยงานสถาบันการศึกษาหลายหน่วย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ฯลฯ เป็นต้น ทำการศึกษาและเริ่มต้นจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการประเมินวัฐจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ของวัตถุดิบ แร่ธาติ ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการผลิต ซึ่งถือได้ว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการพัฒนาองค์ความรู้ การเร่งพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity Building) การนำเสนอโครงการ และพร้อมให้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ผู้แทนหอการค้าไทย ยังได้นำเสนอแนวทาง และ รูปแบบการพัฒนาประเทศ ด้วย หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้กับหลักแนวคิดปฏิบัติการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) เสนอต่อที่ประชุมในวันที่สองอีกด้วย โดยได้แสดงให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นถึงการปรับใช้หลักปรัชญานี้ และ พระปรีชาสามารถของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึง SME ที่มีการพัฒนาการที่ไม่สอดคล้องกับ บริษัทขนาดใหญ่ หรือ ภาคอุตสาหกรรม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติ (Multi-National Corporation: MNC) ซึ่งระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และ การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพนั้นมีอยู่อย่างเป็นระบบเพราะได้ถูกนำมาปรับใช้จากบริษัทแม่ ผิดไปจากบริษัทขนาดกลางและเล็กที่ส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างผลิต หรือ ผลิตชิ้นส่วนเพื่อส่งต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้สามารถช่วยเหลือ SME เหล่านี้ จึงจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งเป็นกลุ่ม หรือ สมาคมในอุตสาหกรรมนั้นๆ และ ให้หมู่สมาชิกช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่ที่จะต้องช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก ในขณะเดียวกัน หน่วยงานวิชาการ หรือ แม้แต่หอการค้าไทยเอง ก็สามารถมีส่วนร่วมในการจัดอบรมสัมมนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ SME เหล่านี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย
ในส่วนของการแบ่งกลุ่มย่อยนั้น ผู้แทนหอการค้าไทย ได้เข้าไปร่วมกับกลุ่มประเด็นปัญหาของภาคธุรกิจบริการ (Service Industry) กับแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิต (Sectoral Approach) ซึ่งจะหาคำตอบถึงความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และมีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ อย่างไร และในวันที่สองได้เข้าไปร่วมกับกลุ่มภาคการผลิต ในการตอบสนอง นโยบาย และ ประเด็นปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพของภาคการผลิตว่าได้ดำเนินการอย่างไร และ มีแนวทางอย่างไร โดยทั้งสองวันที่เข้าร่วมกลุ่มเพื่อค้นหาประเด็นสำคัญ นั้น นับว่ามีแนวคิดที่เป็นประโยชน์โดยทั้งหมดจะถูกนำมาเสนอแนะในที่ประชุมใหญ่ในวันสุดท้าย เพื่อสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง
เนื้อหาการบรรยาย และอภิปรายตอบคำถาม (Panel Discussion)
ในส่วนของการบรรยาย ในช่วงวันที่ 24 ตุลาคม 2551 (วันที่สองของการประชุม) ทาง หอการค้าไทย ได้รับเกียรติ ให้ขึ้นไปเป็นผู้อภิปรายตอบคำถาม (Panel Discussion) ในหัวข้อ “การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการบริโภค และ การผลิตที่ยั่งยืน (Resource Efficiency – Sustainable Consumption and Production)” ซึ่งเน้นความสนใจไปที่วิธีการดำรงชีวิต การผลิตและบริโภคของคนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการบั่นทอนและทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่างๆลดลงไปอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นปัญหาใหญ่และอาจกลายเป็นวิกฤติของโลกได้ ปัญหาที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติจะหมดไป (Exhausted Natural Resources), ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย, ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), ปัญหามลภาวะ (Pollutions), การสูญเสียความหลายหลายทางชีวภาพ ฯลฯ เป็นต้น ดังที่มีคำกล่าวว่า หากเรายังคงไว้ซึ่งการบริโภคหรือการผลิตดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเราจำเป็นต้องมีโลกที่สอง (two planets) ภายในปี ค.ศ.2050 เพราะทรัพยากรธรรมชาติจะหมดสิ้นไป ดังตัวอย่างอีกประการหนึ่งก็คือหากในโลกนี้ไม่มีคนอยู่เลยเราจะพบว่า โลกจะสามารถสร้างทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาเองใหม่ได้ และจะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ภายใน 200 ปี หากไม่มีคนที่จะมาทำลาย จึงนับว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องหันมาสนใจแก้ไขตั้งแต่บัดนี้ไป นอกจากนี้ความกังวลของสหประชาชาติสำหรับความไม่เท่าเทียมกันของประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยในการผลิตและบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ เพราะประเทศที่ยากจนหรือด้อยพัฒนามักจะถูกประเทศร่ำรวย หรือ ประเทศมหาอำนาจเอาเปรียบ ด้วยการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งในที่ประชุมจะให้ความสนใจวิธีการปรับเปลี่ยนบริบทของแต่ละภาคส่วนในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย หอการค้าไทย ได้มีโอกาสรับเชิญให้มาบรรยายสรุปภาพรวมของประเทศในส่วนของการผลิตและบริโภค โดยผู้แทนได้บรรยายเน้นไปที่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเนื้อหาที่บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ดังนี้
It is my great honor to be invited on the panelist this morning. After hearing many experts yesterday and today, I am considering myself amateur in this field. I wanted to share some of Thailand’s current status and hopefully the information will be a bit useful to you. First, let me briefly introduce Thai Chamber of Commerce “TCC” in short. It is established in 1933 (75 years) by group of Business & Professional to be intermediary between private & governmental sectors. It is aiming to promote Trade – industry and agriculture, and to solve business operational problems as well as protecting benefits of the country. The natural Resource & environmental committee, where I’m belonging, was newly formed to enhance role of TCC’s contribution to the environmental protection. At the moment we have about 20,000 members all over the country.
Thailand has been a major agricultural oriented exporting for years. But for industrial sectors – most of them are multi – national – corporation (MNC). Therefore the resources utilization policies were adapted from their HQ. Therefore, most of problems are from SME’s and local villagers who lack of financial support and technical know-how, with less opportunity. It is regretfully to see un-balanced view of resources utilization here. Thailand King foresees this problem and suggested his philosophy “Sufficient Economy”. This philosophy becomes Thailand’s National Social & Economic Development Master Plan.
“Sufficient Economy” is a philosophy serves as Guide for the way of living for people of all levels toward the so called “Middle Path” to ensure Balance and Readiness to cope with fast / extensive change (Society, environment material and culture). Sufficiency entails 3 components: Moderation, Reasonableness and Requirement for self- immunity System. All of these must be under Honesty, Integrity, and Knowledge (or wisdom). Thailand is lucky to have our King and with his suggestion on sufficient economy philosophy.
We, therefore, analyze our strengths – that we have great natural resources. We not only have forest but also very nice seaside and islands. We have great potential and great sense of hospitality for tourism, foods and local villager intellectual such as herbs and handicraft products.
The weaknesses, on the other hand, are the intergovernmental corporation, weak educational system, and embarrassingly corruptions.
The Threats facing Thailand are rules & regulations imposed by EU and USA such as WEEE, ROHS, REACH EUP, food safety…..etc. We consider them to be non-tariff barrier (NTB).
A new Paradigm shift to cope up with these weaknesses & threats is called “PERSON”. “P” stands for “Polluters Pay Principle” – which is the financial tools such as fee collections and/or environment tax (Thailand is now underway for them).”E” stands for “Education” – we need to upgrade our technical and capacity building (Knowledge). We need to create awareness, and include “Green behaviors” in the school curriculum. “R” is the regulation – new Law need to be set. Also “R” should be “3R” initiative. “S” is “Sufficient Economy” which I have already explained. “O” is “good governance” and “Organizing the Organization”. Thailand has reorganized the government offices to concentrate on Resource and Environment. We have new “Ministry of Natural Resources and Environment” separated from Ministry of Science & Technologies”. We have formed many offices to deal with environmental issues such as Pollution Control Department, Department of Industrial Works and etc. Recently, we have Department of Primary Industries and Mines in order to systematically managing, organizing, and developing mineral deposits and primary industries by using clean technology for sustainable development of the industries. They also started “ECO-Town” project for “zero waste” target. Last but not Least N stand for Networking Intergovernmental corporations need to be improved, clustering among related industries. So, the new Paradigm “PERSON” will be our next step.
เนื้อความแปลเป็นภาษาไทยคือ “ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญขึ้นมาบรรยายในเช้าวันนี้ หลังจากที่ได้รับฟังนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมาร่วมบรรยาย ตั้งแต่เมื่อวานและวันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ได้เป็นผู้ชำนาญการ หรือ ต้องถือว่าเป็นมือสมัครเล่นในสาขานี้ ข้าพเจ้าประสงค์จะเล่าถึงสถานะและจุดยืนของประเทศไทยในปัจจุบันโดยสรุปในวันนี้ ให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบข้อมูลโดยสังเขป ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อย
ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอแนะนำ หอการค้าไทย หรือ ที่เรียกอย่างย่อว่า TCC ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1933 (หรือเป็นเวลากว่า 75 ปี แล้ว) โดยกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจ ผู้ที่ประสบความสำเร็จ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ส่งเสริม และ สนับสนุนกิจการ รวมทั้งแก้ไขปัญหาทั้งธุรกิจ อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะกรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของหอการค้าไทย ที่ข้าพเจ้าเป็นคณะกรรมการอยู่นั้น เพิ่งเริ่มจัดตั้งขึ้นมาได้ไม่นานเพื่อสนับสนุน เสริมบทบาทในส่วนที่เป็นกิจการและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่หอการค้าไทย ปัจจุบัน หอการค้าไทยมีสมาชิกราว 2 หมื่นทั่วประเทศ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกด้านเกษตรกรรมเป็นหลักมานานหลายปีแล้ว แต่ส่วนที่เป็นภาคอุตสาหกรรมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีนโยบายด้านการใช้ทรัพยากร และระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีมาจากสำนักงานใหญ่แล้ว ปัญหาหลักส่วนใหญ่จะมาจากบริษัทขนาดเล็กและกลางที่เป็นของคนไทยเองและผลิตภัณฑ์ชาวบ้าน ที่ยังไม่มีระบบที่ดีในการจัดการ ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยี ยังขาดความรู้ และขาดแหล่งเงินทุนในการพัฒนา บริษัทเหล่านี้ด้อยโอกาสกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจน และ เป็นที่น่าเสียดายว่าการใช้ทรัพยากรของทั้งสองส่วนนี้ไม่เท่าเทียมกันทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างเด่นชัดมาก
พระมหากษัตริย์ของไทยได้ทรงพระปรีชาสามารถ และทรงรับทราบถึงปัญหานี้ และได้ทรงพระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยหลักปรัชญานี้ได้กลายเป็น แนวนโยบายหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของประชาชนชาวไทยทุกคน ทุกระดับชั้น โดยยึดหลัก “ทางสายกลาง” เพื่อให้มีความสมดุลย์เทาเทียมกันและมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคม สิ่งแวดล้อม วัตถุ และวัฒนธรรม ปรัชญานี้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม-จริยธรรมและเสริมสร้างองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ซึ่งนับได้ว่าประเทศไทยและคนไทยทุกคนโชคดีที่มีประมหากษัตริย์ที่ทรงประปรีชาสามารถและทรงห่วงใยประชาชน และโชคดีที่ได้มีหลักปรัชญานี้ไว้เป็นหลักในการดำรงชีวิต เพื่อความอยู่ดีมีสุขและสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้นเมื่อมาวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของประเทศแล้ว จะเห็นได้ว่าประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรพัยากรธรรมชาติ ไม่เพียงแต่การมีป่าเขาลำเนาไพรที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังมีทะเล และเกาะแก่งที่สวยงาม รวมทั้งประชาชนคนไทยเองก็มีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ประเทศมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว และด้านบริการอาหาร รวมถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน ศิลปหัตถกรรม และยาสมุนไพรไทยซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทย แต่ในขณะเดียวกันจุดอ่อนของไทยคือ ระบบการศึกษา ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ ประชากรยังด้อยโอกาสในการศึกษา ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีจุดอ่อนในด้านการประสานงานระหว่างหน่วยงานของภาครัฐ ระหว่างกระทรวงต่างๆ ซึ่งงานยังทับซ้อน และ มีภารกิจที่แตกต่างกันแต่ทำงานในเรื่องเดียวกันหลายกระทรวง ทั้งนี้ยังมีจุดอ่อนที่น่าละอายเป้นอย่างยิ่งก็คือ การคอร์รัปชั่น ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรุปธรรมเท่าที่ควร
ในส่วนของอุปสรรคนั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหากฎระเบียบข้อบังคับที่ออกมาบังคับใช้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ถือเป็นลูกค้าส่งออกรายใหญ่ของไทย กฎระเบียบเช่น WEEE, ROHS, REACH, EUP หรือ ระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่ภาษี
ประเทศไทยจึงต้องปรับกระบวนทรรศน์และ ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อที่จะลดจุดอ่อน อุปสรรค ในขณะที่เสริมสร้างจุดแข็งและใช้โอกาสอย่างเหมาะสม ที่เรียกว่า ”PERSON” โดยตัวอักษร “P” คือ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งจะเป็นกลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการทั้งในรูปแบบของการจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียมเพื่อดำเนินการ (ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการในเรื่องนี้) ตัวอักษร “E” คือการศึกษาซี่งประเทศไทยจะต้องเร่งปรับปรุงด้านความรู้โดยเฉพาะทางเทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถ รวมถึงการบรรจุเป็นหลักสูตรในโรงเรียนเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “พฤติกรรมสีเขียว” และสร้างความตระหนักในหน้าที่ที่ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดี ตัวอักษร “R” คือ การปรับแก้กฏหมายและร่างกฎหมายใหม่มาบังคับใช้ นอกจากนี้ “R” ยังจะหมายถึงหลัก 3R ที่จะต้องลดการใช้ การใช้ซ้ำ และ รีไซเคิ้ล ซึ่งเป็นหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตัวอักษร “S” คือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้กล่าวถึงตั้งแต่ตอนต้นแล้ว ตัวอักษร “O” หมายถึง หลักธรรมาภิบาล ในการดำเนินการ และ ยังหมายถึง การปรับองค์การใหม่ให้เหมาะสม ภาครัฐของไทยได้ปรับปรุงหน่วยงาน องค์การใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนในด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แยกตัวออกมาจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังได้จัดตั้ง กรม กอง ใหม่เข้ามาดูแลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และล่าสุด กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ เพื่อจัดการด้านเหมืองแร่ที่นำมาใช้ในการผลิตอย่างเป็นระบบโดยใช้หลักการเทคโนโลยีที่สะอาด สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม และยังมีโครงการจัดทำเมือง “ECO-Town” ที่จะสามารถกำจัดขยะให้เป็นศูนย์ คือสามารถนำขยะกลับมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมดโดยไม่มีเศษเหลือทิ้งเลย อีกด้วย ท้ายที่สุดก็คือ ตัวอักษร “N” หมายถึง การร่วมมือเป็นเครือข่ายความร่วมมือ การเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจเข้าด้วยกันในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะกลายเป็นกระบวนทรรศน์ “PERSON” ที่ประเทศไทยกำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนไปในอนาคต
สาระสำคัญของการประชุมในครั้งนี้
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Environmental Programme: UNEP) ได้ดำเนินการในเรื่องการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาเรื่องโลกร้อนมากว่า 20 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2531) โดยได้ร่วมกับ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) และได้มีการพิจารณาหารือและมีการจัดทำ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ในปี 2533 และได้มีการประชุม EARTH SUMMIT ที่กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล และอนุสัญญามีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 มีนาคม 2537 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือการรักษาระดับความเข้มของปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับปลอดภัย เพื่อให้ธรรมชาติสามารถปรับตัวได้ และเพื่อประกันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีประเทศภาคีสมาชิกทั้งหมด 190 ประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องรับผิดชอบในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามหลักความรับผิดชอบร่วมที่แตกต่างกัน (Common but Differential Responsibilities) ซึ่งจะอยู่ในกลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 1 (Annex 1) หรือหมายถึงประเทศอุตสาหกรรมกลุ่ม OECD (Organization for Economic Corporation and Development) กับประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน (Economies in Transition: EIT) และกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex 1) หรือหมายถึงประเทศกำลังพัฒนา (รวมทั้งประเทศจีน อินเดีย และบราซิลด้วย)
ต่อมาที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาฯ (Conferences of the Parties to UNFCCC: COP) ซึ่งถือเป็นองค์กรสูงสุดของอนุสัญญาฯ ได้มีการประชุมครั้งสำคัญอีกครั้งที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม 2540 และได้มีมติรับรอง พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในวันที่ 16 มีนาคม 2541 และเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นมา ข้อตกลงหลักในพิธีสารเกียวโตคือ ประเทศที่มีภาระในการที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น จะต้องเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซออกมามากโดยรวมกันทุกประเทศแล้วไม่ต่ำกว่า 55% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดทั่วโลก (ซึ่งถือเป็นรายใหญ่) และตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด (ระหว่างปี 2551-2555) ซึ่งปริมาณการลดการปล่อยก๊าซจะแตกต่างกันไปจากลักษณะภูมิประเทศ สภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ ความสามารถของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่าง ที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 1 ไม่ได้ลงนามในพิธีสารเกียวโตนี้ ทั้งนี้จากการเจรจาในเวทีโลกและการลงนามความร่วมมือในพิธีสารเกียวโตนั้น แต่ละประเทศได้พยายามที่จะหาวิถีที่จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยอาศัยกลไกต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากกลไกทางด้านการตลาดและเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังมีกลไกที่ใช้เทคโนโลยี ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับปลอดภัยได้ดีกว่ากลไกด้านอื่นด้วย
ต่อมาได้มีการจัดประชุมประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลก (Conferences of the Parties to UNFCCC: COP) ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ ครั้งที่ 13 (COP13) และภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 3 (COP/MOP3) ในช่วงระหว่างวันที่ 3-15 ธันวาคม 2550 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย นับว่าเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างมาก สาระสำคัญประการหนึ่งของการประชุมที่บาหลี คือ “Bali Roadmap” ซึ่งเป็นกรอบการเจรจาสำหรับการจัดทำพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกหลังจากปี 2555 (ค.ศ.2012) หลังจากที่พันธกรณีตามพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Bali Roadmap การเจรจาเรื่องดังกล่าวจะต้องเสร็จสิ้นภายในปี 2552 (ค.ศ. 2009) ก่อนจะมีการประชุม COP 15 และ COP/MOP 5 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในการเจรจาให้บรรลุผลตาม Bali Roadmap กลไกการเจรจาที่สำคัญแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นใหม่ซึ่งมีชื่อว่า Ad-Hoc Working Group on Long-term Cooperative Action Under the Convention (AWG-LCA) และกลุ่มที่สองเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจที่ทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้วมีชื่อว่า Ad Hoc Working Group On Further Commitments For Annex I Parties Under The Kyoto Protocol (เรียกกันย่อๆ ว่า กลุ่ม AWG-KP) ทั้งนี้ในการประชุมที่บาหลีมีประเด็นหลักก็คือ “เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก” โดยข้อเสนอของประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแนวคิดและความพยายามที่จะรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนเท่านั้น แม้ว่าทุกฝ่ายจะป่าวประกาศว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาวิกฤติของโลกที่ต้องร่วมมือกันและเป็นภารกิจร่วมของมนุษยชาติก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในพิธีสารเกียวโตมีพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับ “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” เท่านั้น ไม่ได้มีข้อบังคับให้ “ประเทศกำลังพัฒนา” ต้องลดก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี เนื่องจากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีประเทศจีน อินเดีย ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาในนามกลุ่ม “G77 + จีน” จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจรจาเพื่อกำหนดพันธกรณีหลังปี 2555 (ค.ศ. 2012) โดยมีจุดยืนหลักไม่ต้องการให้มีการกำหนดพันธกรณีการลดก๊าซสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่มีนัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกาเป็นภาคีสมาชิกของ UNFCCC แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของพิธีสารเกียวโต เมื่อปัญหาโลกร้อนรุนแรงขึ้น เห็นปัญหาชัดเจนขึ้น ประชาคมโลกได้พยายามกดดันให้สหรัฐฯ เข้าร่วมเป็นภาคีของพิธีสารเกียวโต แต่สหรัฐอเมริกา ในยุคของประธานาธิบดีบุชปฏิเสธมาโดยตลอดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ในการเจรจาภายใต้ Bali Roadmap สหรัฐได้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระบวนการเจรจาของคณะ AWG-LCA ด้วย ในฐานะประเทศภาคีสมาชิกของ UNFCC ดังนั้นสาระสำคัญของการประชุมเพื่อกำหนดกรอบ Bali Roadmap โดยมีแนวทางหลักคือ แนวทางการปรับตัวสำหรับประเทศกำลังพัฒนา (Adaptation) โดยอาศัยกองทุนที่เรียกว่า Adaptation Funds ซึ่งได้มาจากโครงการ CDM (Clean Development Mechanism) และแนวทางการลดก๊าซ (Mitigation) ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซ (emission) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาควรดำเนินการเพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซที่เพิ่มขึ้น (emission growth) ในกลุ่ม AWG (Ad-Hog Working Group) มีประเด็นการอภิปรายหลักคือ “แนวทาง (means) ที่จะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ” โดยมีประเด็นย่อยแตกเป็น 4 หัวข้อ คือ
§ เรื่องกลไกยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต (CDM-Clean Development Mechanism, JI-Joint Implementation, ET-Emission Trading)
§ เรื่องการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ (LULUCF-Land use; land use change and forestry)
§ เรื่องแหล่งก๊าซเรือนกระจก
§ เรื่องการลดก๊าซโดยยึดภาคการผลิต (SA-Sectoral Approach)
จุดสนใจของการประชุมหารือในระดับโลก และ ร่วมแสดงความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ – อุตสาหกรรม ของ UNEP (United Nation Environmental Programme) ร่วมกับ ICC (International Chamber of Commerce) โดยได้เชิญกลุ่มธุรกิจเอกชน กลุ่มอุตสาหกรรม ภาครัฐ NGO ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับการใช้ หลักแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิต (Climate Change and Industry – A dialogue on Sectoral Approach) ซึ่งเน้นจุดสนใจไปที่การแก้ปัญหาที่ภาคการผลิตในกลุ่มใหญ่ๆ ที่เป็นผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ
- กลุ่มธุรกิจพลังงาน (Energy) เช่นโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน เอทานอล ฯลฯ
- กลุ่มธุรกิจขนส่ง (Transportation) ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ
- กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ (Heavy Industry) เช่นโรงงานซีเมนต์ โรงงานเหล็ก อลูมิเนียม ฯลฯ
- กลุ่มธุรกิจ อื่นๆ เช่น ภาคบริการ ธุรกิจก่อสร้าง
ในการแบ่งการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยยึดหลักการแก้ไขจากกลุ่มภาคการผลิต (Sectoral Approach) นั้นหลายฝ่ายมองว่า ยังมีความซับซ้อนอยู่หลายประการ เนื่องจากการจัดแบ่งภาคส่วน (Sector) นั้นยังมีลักษณะทับซ้อน หรือไม่อาจแบ่งออกได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ นโยบายการจัดการของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มาจากประเทศภาคีสมาชิกที่อยู่ในภาคผนวก 1 กับกลุ่มที่ไม่อยู่ในภาคผนวก 1 นั้นแตกต่างกัน จึงทำให้การจัดกลุ่มในลักษณะนี้ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจเรียกปัญหาแบบนี้ว่า “One-size-fit-all” คือไม่สามารถนำลักษณะการแก้ไข การคิดคำนวณการลงทุน หรือการเปรียบเทียบวัดผล (Benchmark) มาใช้ในลักษณะเดียวกันได้ในทุกกรณี แม้จะเป็นลักษณะธุรกิจเดียวกันก็ตามในประเด็นนี้จึงมีการเสนอแนวคิดการดำเนินการโดยความสมัครใจ (Voluntary) มากกว่าการบังคับใช้ตามกฎระเบียบ เพราะในบางภาคส่วนอาจได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า ซึ่งยังเป็นประเด็นที่จะต้องหาข้อยุติต่อไป
.ในขณะเดียวกันการยึดหลักการแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบ่งกลุ่ม หรือ แบ่งภาคการผลิต (Sectoral Approach) นั้นก็มีข้อดี คือ การได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ และ ตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จ การดำเนินการที่ดี (Best Practice) จากประเทศในภาคผนวกที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นในด้านการตลาด หรือ ด้านนโยบายในการประหยัดพลังงาน และอื่นๆ ฯลฯ และ เนื่องจากประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ที่ยังไม่พร้อมในด้านการปรับนโยบาย การพัฒนาความรู้ความสามารถ ในการรับมือในระดับประเทศ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ด้วยการ เริ่มจากภาคส่วนการผลิตที่มีความพร้อมไปก่อน ซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือไปส่วนๆไปได้ง่ายและสะดวกกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการตั้งเป้าหมาย การวัดค่าการลดก๊าซเรือนกระจกจะทำได้ง่ายกว่ามาก
โดยสรุปก็คือการยึดหลักภาคการผลิต (Sectoral Approach) มีข้อดีและเป็นวิธีการแก้ไขที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีจุดที่เป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ต้องดำเนินการโดย ความสมัครใจของภาคการผลิตทั่วประเทศ โดยเลือกเอาเฉพาะที่เป็นภาคการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากที่สุดก่อน ซึ่งจะต้องเป็นความร่วมมือกัน วางยุทธศาสตร์ร่วมกัน และเป้าหมายร่วมกันระหว่างอุตสหากรรมเดียวกัน ต้องให้ความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งภาครัฐจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและช่วยเหลือทั้งด้านนโยบายที่เอื้อประโยชน์ ด้านข้อมูลวิชาการ ด้านเทคโนโลยี และด้านการเงินอย่างเต็มที่ จึงจะทำให้วิธีการนี้ประสบผลสำเร็จ
ในเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) ด้วยกระบวนการ “Marrakech Process” สำหรับการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption & Production – SCP) ที่นำมาหารือในที่ประชุมในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายภาคส่วน เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม และเป็นการเตรียมการประชุมใหญ่ของสหประชาชาติเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับปี 2553-2554 (Sustainable Development) ที่จะมีขึ้น ที่กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล (Rio+20)
กระบวนการ “Marrakech” เป็นกระบวนการของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายภาคส่วนจากนานาประเทศ เพื่อนำเสนอแนวทาง การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production: SCP) และ เพื่อเป็นการจัดทำกรอบการดำเนินการและแผนในระยะ 10 ปีข้างหน้า (10-Year Framework of Programmes: 10YFP) และจะต้องได้รับความร่วมมือและผลักดันอย่างจริงจังจาก รัฐบาล หน่วยงานพัฒนา ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งกระบวนการนี้ได้พัฒนาขึ้นจากหลายกลไก เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ และ การนำไปสู่การปฏิบัติของแต่ละโครงการ เพื่อริเริ่มสร้างสรรค์และยุทธศาสตร์สำหรับการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน จากการประชุมผู้ชำนาญการ (Experts) และจัดกลุ่มคณะทำงาน (Working Group) ขึ้นในแต่ละโครงการเฉพาะ ซึ่งจะต้องครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต (Production) โดยผู้ผลิตผลิตสินค้าปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค (Consumer) ก็ศึกษาวิธีการบริโภคที่ประหยัดและคุ้มค่า รู้วิธีการจัดการมลพิษ (Pollution Management) การจัดการซากเหลือใช้ (Waste Management) การเสริมสร้างความรู้ (Education) ของคนในสังคมให้ตระหนักถึงวิกฤตด้านการใช้ทรัพยากรที่กำลังจะหมดไปจากการถูกทำลายนอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษอีกด้วย ฉนั้นจึงต้องการให้ภาคประชาชนปรับรูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle Change) ให้ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและรู้จักวิธีจัดการกับขยะ เพื่อให้สามารถเรียกได้ว่าเป็นเข้าไปสู่ ”สังคมสีเขียว” (Toward Green Society) หรือสังคมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon Society) เช่นแผนการรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 Kick the habit) ที่หลายประเทศเริ่มโครงการนี้ ซึ่งรวมถึง กรุงเทพมหานคร (กทม) ด้วย นอกจากนี้ต้องการให้ภาครัฐเร่งพัฒนาขีดความสามารถในภาคการผลิต และเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของประเทศที่ด้อยพัฒนาจะไม่ต้องถูกรุกรานทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นที่ปล่อยมลพิษของประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้
ที่ประชุมในครั้งนี้จึงเน้นไปที่ การปรับรูปแบบและระบบการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ (Logistic) การปรับนโยบายและยุทธศาสตร์การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) การปรับยุทธศาสตร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับปรุงการจัดการซากเหลือทิ้งและขยะเพื่อนำไปสู่การรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ (Reuse & recycle) การออกแบบหีบห่อใหม่ (Packaging Redesign) การสนับสนุนการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ดีของภาคธุรกิจ (Corporate Social Responsibility: CSR) ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความเห็นว่า กรณีแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Products) ควรมีการจัดทำมาตรฐานการออกแบใหม่เน้นด้านนวัตกรรมใหม่เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน การใช้กลไกและเครื่องมือเพื่อการออกแบบเชิงนิเวศน์ (Eco-Design) การศึกษาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ (Environmental Management System: EMS) และศึกษาต้นทุนแฝงที่จะสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบใหม่ หรือ สามารถนำมาปรับลดต้นทุนเหล่านั้นได้ ที่ได้มีการพูดถึงกันมาก แต่ไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการด้วยความสมัครใจ (Voluntary) จากภาคการผลิตถือเป็นตัวนำหลักในการแก้ปัญหาร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้สามารถบรรลุผลไปสู่เป้าหมายคือ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency: RE) และ การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption & Production: SCP) ต่อไป
นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องบทบาทการของการดำเนินการ ของ คณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission on Sustainable Development: CSD) ที่แต่ละประเทศจัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development – UNCED) ซึ่งถือเป็นองค์กรกลางในระดับการเมือง (Central Political Forum) ทำหน้าที่รายงานโดยตรงต่อสมัชชาสหประชาชาติ โดยผ่านคณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council หรือ ECOSOC) ในที่ประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development: WSSD) ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission on Sustainable Development: CSD) รับผิดชอบเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้กรอบการดำเนินงานของสหประชาชาติ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเวทีในการพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวกับการบูรณาการ 3 เสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้แก่ การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการติดตามการดำเนินงานตามผลการประชุม แผนการดำเนินงานของ CSD นี้มีสาระครอบคลุมหัวข้อหลัก (แผน 10 ปี) ดังนี้
o รอบที่ 1 (พ.ศ. 2547-2548) น้ำ สุขาภิบาล และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
o รอบที่ 2 (พ.ศ.2549-2550) พลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ/บรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
o รอบที่ 3 (พ.ศ.2551-2552) การเกษตรกรรม การพัฒนาชนบท ที่ดิน การแปรสภาพเป็นทะเลทราย และความแห้งแล้ง
o รอบที่ 4 (พ.ศ. 2553-2554) การคมนาคม เคมี การจัดการของเสีย เหมืองแร่ และกรอบ 10 ปีสำหรับการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
o รอบที่ 5 (พ.ศ.2555-2556) ป่ า ไ ม้ ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ท า ง ชี ว ภ า พ เทคโนโลยีชีวภาพ การท่องเที่ยว และภูเขา/ที่สูง
o รอบที่ 6 (พ.ศ.2557-2558) มหาสมุทรและทะเล ทรัพยากรทางทะเลและการจัดการเตือนภัยทางธรรมชาติ
o รอบที่ 7 (พ.ศ.2559-2560) การประเมินภาพรวมของการอนุวัตตาม Agenda 21 และ JPOI และ The programme for Further Implementation of Agenda 21
เป้าหมายที่สำคัญของ CSD อีกส่วนหนึ่งที่จะต้องให้ความสนใจก็คือ เพื่อหาโอกาสทางการตลาดกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Market Opportunity for Sustainable Products) เพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถ จัดตั้งศูนย์เพื่อให้ความรู้ Cleaner Production Centers (CPCs) การกำหนดนโยบายวัฐจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรมาก (Resource Intensive Products) นโยบายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้ความช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลาง-ย่อม (SME) และเน้นที่การสร้างเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจในรูปแบบต่างๆ เช่น รางวัลในด้านการแข่งขันนวัตกรรม การได้รับประโยชน์ทางภาษี หรือ การเข้าร่วมเครือข่ายวิสาหกิจและเข้าร่วมประโยชน์กับวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการได้รับประโยชน์ร่วม
ทั้งนี้โดยสรุปของการประชุมกลุ่ม ได้ให้ข้อเสนอแนะโดยเน้นที่จะต้องดำเนินการโดยมีภารกิจหลักในการสร้างความตระหนักและการเสริมสร้างขีดความสามารถ รวมทั้งความช่วยเลือแก่ประเทศกำลังพัฒนา และความเท่าเทียมกันโดยไม่เอาเปรียบ หรือรุกรานทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศที่ด้อยพัฒนาอีกด้วย
No Comments Yet ห่างไกล
ใส่ความเห็น
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

